| Profilo di i'm(กำลังก่อสร้าง)FotoBlogElenchi | Guida |
|
06 novembre สมชายกล้าหาญ*
พี่หมี <แห่ง IMAGE> ชวนให้สัมภาษณ์พี่โหน่ง-สมชาย ขันอาษา ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่พี่โหน่งส่งน้องๆ มาสัมภาษณ์เราลง HIP ถือเป็นความโชคดีทางวิชาชีพอย่างหนึ่ง เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้มีโอกาสอันใดจะพาไปพบปะพูดคุยกับคนต่างๆ การได้นั่งคุยกัน <กว่า 3 ชั่วโมง> ช่วยให้เห็นและเข้าใจคนๆ นั้นมากขึ้น กว่าที่ได้ยินได้ฟังมาจากปากคนโน้นคนนี้ ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการ ‘เรียนรู้’ และ ‘ทำความเข้าใจ’ คนอื่น ที่นับวันจะจางหายไปทุกที
เคยบอกไว้ว่าจะเอามาลงให้อ่าน วันนี้เอามาแล้ว และได้ขออนุญาตพี่หมีเป็นที่เรียบร้อย
<ว่าแต่ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ไม่ได้ผ่านการขัดเกลาโดยบก.พี่หมี ฉะนั้นถ้ามีขัดอกขัดใจ ก็ขอน้อมรับความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ชื่อเรื่อง สมชายกล้าหาญ ก็ไม่ได้ใช้ใน IMAGE เพราะคอลัมน์ A Day in The Life เขาใช้ชื่อจริงเฉยๆ เลยขอเอามาใช้ที่นี่แทนก็แล้วกัน>
ขอเชิญรับชมตามสำราญ
A Day In The Life ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.2549
สมชายกล้าหาญ* (ยืมมาจากชื่อเพลงของอัสนี-วสันต์ โชติกุล คำร้องโดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และอัสนี โชติกุล) ภาพ อัจฉรี ถาวรประเสริฐ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้พูดเรื่อง ‘ความสุข’ เอาไว้ว่า ปีนี้เห็นทีจะต้องหาความสุขให้ตัวเองมากขึ้น จำความรู้สึกตัวเองได้ว่า ตอนนั้นเหมือนกับว่าเคร่งเครียดกับการทำงานจนชีวิตไม่ค่อยจะมีความสุขเอาเสียเลย เวลาที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ผมก็ค้นพบแล้วว่า ความสุขในชีวิตของคนเรานั้น หาได้ไม่ยากเย็นเลย สำหรับผม-ไม่ต้องไปวิ่งตามหา ไม่ต้องเสียสตางค์ซื้อ ความสุขนั้นอยู่รายรอบตัวเรานี่เอง เพียงแต่เราจะสัมผัสหยิบจับมันได้หรือเปล่าเท่านั้น?... ‘ผม’ ในข้อความข้างบนนั้นไม่ใช่ผม (วชิรา) แต่เป็นของ ‘ผม’ ที่ผมอ่านพบในนิตยสาร ชื่อบนหัวตัวโตออกเสียงได้ว่า ‘ฮิพ’ (HIP)-ชื่อเต็มว่า HIP Magazine Chiangmai ข้อความหลายบรรทัดถึง ‘ความสุข’ นั้นเขียนไว้ในหน้าบทบรรณาธิการ ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2549 ท้ายบรรทัดลงชื่อ ‘สมชาย ขันอาษา’
(chorus) Don't let your troubles make you cry Don't waste a moment wonderin why When everything goes wrong You have to go on ….And do it or die จากเพลง: DO IT OR DIE ศิลปิน: ATLANTA RHYTHM SECTION
สำหรับผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเพลงและดนตรีอย่างเหนียวแน่น ชื่อชั้นของสมชาย ขันอาษาคงไม่ต้องเสียเวลาและบรรทัดอธิบายให้ยุ่งยาก เขาเป็นนักฟังเพลงตัวยง เป็นนักวิจารณ์เพลงฝีมือเยี่ยม เป็นกำลังสำคัญของนิตยสารดนตรีระดับตำนานอย่าง ‘สีสัน’ (ดำเนินงานโดยน้า ทิวา สาระจูฑะ) ยิ่งผู้คนในแวดวงนิตยสารก็ยิ่งต้องรู้ว่าอดีตกองบรรณาธิการ ‘ลลนา’ ผู้นี้ (ยุคที่ดูแลโดย สมถวิล จรรยาวงษ์) เดินเข้าเดินออกในสถานะ ‘บรรณาธิการ’ นิตยสารมาหลายต่อหลายเล่มในช่วงสิบปี กระทั่งผู้สนอกสนใจเรื่องอาหารการกินอาจเคยผ่านตา ‘บ้านอาหารขันอาษา’ (สมัยที่ใช้ ษ สะกด) แถวถนนพหลโยธินที่เขาเคยเป็นหุ้นส่วนมาก่อน กันยายน พ.ศ.2539 สมชายตัดสินใจจากเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่นครเชียงใหม่ “ตอนนั้นภรรยา (ปู-วัฒนาวรรณ ขันอาษา) ได้งานตกแต่งภายในให้โครงการบ้านจัดสรรที่เชียงใหม่ ปูอยากมาอยู่เชียงใหม่อยู่แล้วเลยตกลงรับงาน เราไม่อยากให้เขามาอยู่คนเดียว พอเขาชวนเราก็มา พูดง่ายๆ ว่าตามเมียมานั่นเอง (หัวเราะ)” ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปีพ.ศ. 2536 ภรรยาเป็นชาวลำปาง พ่อกับแม่ของภรรยาอยู่ลำปาง พี่สาวของภรรยาทำงานที่สนามบินเชียงใหม่ เพื่อนฝูงของภรรยาก็อยู่เชียงใหม่ ก่อนหน้านั้นภรรยาก็เคยรับงานตกแต่งภายในที่เชียงใหม่บ่อยๆ ขณะที่สมชายเป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แรกที่มาถึงเชียงใหม่ สมชายตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ เขียนเรื่องส่งไปกรุงเทพฯ ตั้งใจใช้ค่าเรื่องเป็นค่าใช้จ่ายดูแลเลี้ยงชีพ เคียงคู่ไปกับรายได้จากงานของภรรยา ขณะเดียวกันก็มองหาที่ทางเผื่อทำงานอื่นๆ อะไรควบคู่กันไป หนึ่งในงาน ‘อื่นๆ ‘ นั้นก็คือการทำนิตยสาร-งานที่ภาษาพูดกันทั่วไปเรียกว่า ‘ทำหนังสือ’ “มาอยู่เชียงใหม่แรกๆ เราอยากทำงานหนังสือนะ พยายามหาแล้ว แต่มันไม่มี” เขาย้อนเวลา แล้วโอกาสก็ยื่นมือ แม้จะไม่ใช่การทำนิตยสารดังที่หวัง แต่สมชายก็ได้เริ่มกิจการร้านขายของมือสองในชื่อ ‘ขันอาษา’ ในช่วงเวลาที่กิจการเปิดท้ายขายของยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศของเรา “ได้ไอเดียมาจากเมืองนอก” เขาแย้ม จากนั้นเพียงปีเดียว พิษเศรษฐกิจที่ไม่ไว้หน้าใคร (นอกจากคนรวยมาก) ก็พ่นใส่ประชากรทั่วหัวระแหงโดยไม่เลือกจังหวัด งานตกแต่งภายในให้โครงการบ้านจัดสรรของภรรยาต้องหยุดกลางคัน ร้านขายของมือสองที่แม้ว่าจะขายดีแต่ก็ไม่มีกำไรมากนักก็จำต้องปิดตัวลง งานเขียนคอลัมน์ส่งไปกรุงเทพฯ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือคิดค่าบริการตามระยะทางและอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย ก็ดูจะขาดๆ เกินๆ นานเข้าทุกอย่างยิ่งดูจะเลือนรางไปจากความคาดหวังในเบื้องแรก สมชายคิดกลับลำ เลี้ยวเส้นทางกลับไปทำงานนิตยสารที่กรุงเทพฯ ขณะที่ภรรยาไม่เลี้ยวด้วย เธอยังคงยืนยันจะอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วไม่นานนัก สมชายก็เลี้ยวกลับมา เพื่อพบโอกาสในการทำนิตยสารที่เชียงใหม่ดังที่หวัง ราวปี พ.ศ. 2546 เมื่อบริษัทที่ทำสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งในเชียงใหม่ มีแผนจะออกนิตยสารหนึ่งเล่ม มีรูปแบบแล้วทั้งเนื้อหาและรูปเล่ม ทีมงานบางส่วนก็จัดเตรียมไว้แล้ว ขาดแต่บรรณาธิการเท่านั้น ราว ‘จุดนัดพบ’ ในสนามฟุตบอล สองเดือนต่อมา ชาวเชียงใหม่และผู้มาเยือนจึงได้อ่าน Compass-ฟรีก็อปปี้ที่เล่าลือกันในหมู่คนทำนิตยสารว่าเนื้อหา ‘ครบเครื่อง’ เป็นอย่างยิ่ง แน่นอน, ท้ายบรรทัดของบทบรรณาธิการลงชื่อ สมชาย ขันอาษา ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สมชายก็เริ่มกิจการร้านอาหาร ‘ขันอาษา’ ของตัวเองในพื้นที่ดั้งเดิมของร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง (MR. CHAN & MISS PAULINE ) ที่ย้ายออกไป “ตอนเขาจะย้ายออกก็ถามเราว่าสนใจมั้ย จะยกเคาน์เตอร์ให้ ยกตู้เย็นให้ ยกชุดจานให้ จังหวะตอนนั้นอยากมีร้านเป็นของตัวเองแบบไม่มีหุ้นส่วน อยากเปิดเพลงเอง เพื่อนในกรุงเทพฯ บอกกูขอหุ้นด้วย เราก็ไม่ให้ เพื่อนก็ว่างั้นมึงเอาเก้าอี้กูไปละกัน ก็ได้เก้าอี้มา 25 ตัว ตอนเปิดร้านจริงๆ แล้วใช้เงินน้อยมาก (หัวเราะ)” ร้านขันอาษาที่เชียงใหม่จึงเริ่มต้น ชีวิตของชายผู้หนึ่งดูราวจะลงตัวไปเสียหมด แต่… ปีเศษผ่าน ด้วยเงื่อนไขหลายประการ สมชายตัดสินใจลาออกจากงานนิตยสารที่ตัวเองอยากทำมานาน “มันถึงจุดที่ไม่ใช่ตัวเรา ธรรมชาติของคนทำงานหนังสือเนอะ ยิ่งทำตัวตนก็ยิ่งออก” เขายิ้ม พยักพเยิดมาทางผมขณะให้เหตุผล เวลานั้นเขาบอกตัวเองว่าคงไม่มีโอกาสทำนิตยสารให้ชาวเชียงใหม่อีกแล้ว จึงคิดหวนกลับไปทำนิตยสารที่กรุงเทพฯ...อีกครั้ง แต่ถึงที่สุด, สมชายตัดสินใจกลับมาอยู่เชียงใหม่ “ตอนนั้นรู้สึกว่าเชียงใหม่เป็นบ้านมากกว่ากรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯ มีครอบครัว พ่อแม่ น้องสาว เพื่อนสนิท แต่เวลาไปกรุงเทพฯ กลับรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมญาติ เลยคิดว่าทำยังไงให้อยู่เชียงใหม่ให้ได้ดีกว่า” เขาย้อนเวลาอีกครั้ง แม้พ้นฝนฟ้าจะเปิด แต่ใช่ว่าหมุดหมายบนเวิ้งฟ้ากว้างใหญ่จะปรากฏให้ใครๆ เห็นได้โดยง่าย เวลานั้นสมชายยังคิดหาหนทางอะไรไม่ออก จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง “ช่วงนั้นมีเพื่อนสองคนเดินทางมาเชียงใหม่ เที่ยวบินมาถึงเช้ามากเลยมากินกาแฟที่บ้านตอนเช้า เพื่อนสองคนนั้นถามว่าจริงๆ แล้วอยากทำอะไร เราก็บอกว่า ถ้าถามเรา เราก็อยากทำหนังสือ อยากอยู่เชียงใหม่ เพื่อนทั้งสองคนก็ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราก็พูดทีเล่นทีจริงว่าต้องมีอย่างต่ำล้านนึง ตอนนั้นพูดไปก็ไม่รู้หรอกว่าเงินล้านนึงจะทำอะไรได้บ้าง เช้านั้นเพื่อนสองคนก็บอกว่า เอาอย่างงี้แล้วกัน เขายินดีให้คนละสองแสน รวมเป็นสี่แสน อีกหกแสนเราต้องหามาเอง จะหามาจากไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องถือหุ้นมากกว่าสองแสน แล้วสองคนนั้นก็จะไม่มายุ่งอะไรเลย แต่ขอให้ทำหนังสืออย่างที่อยากทำและอยู่เชียงใหม่ให้ได้ เราก็บอกโอเคเลย (หัวเราะ) โดยที่ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะหาเงินอีกหกแสนมาจากไหน” เขาย้ำ ทุกคำที่เล่า แล้วภาพร่างของนิตยสารในแบบที่ตัวเองอยากทำก็เกิดขึ้นทันทีในเช้าวันนั้น จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ชาวเชียงใหม่และผู้มาเยือนก็ได้ยลโฉม HIP-นิตยสารแจกฟรีน้องใหม่ ที่คนทำรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนเชียงใหม่โดยกำเนิด จึงไม่ถนัดเน้นความเป็นล้านนาหรือศิลปวัฒนธรรมทางเหนือ แต่ตั้งใจนำเสนอเรื่องราวร่วมสมัยของสังคมเชียงใหม่สำหรับคนที่ ‘อาศัยอยู่’ ในเมืองเชียงใหม่มากกว่านักท่องเที่ยวผู้ผ่านทางมาแล้วก็ไป ในรูปแบบทันสมัย ใกล้เคียงนิตยสารที่วางขายอยู่บนแผง แต่คนทั่วไปอาจไม่ทราบ ว่าฝันของเจ้าของกิจการนั้นล้วนหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง “เราเริ่มงานหนังสือจากฝ่ายศิลป์ ทำกองบอกอ เป็นหัวหน้ากองบอกอ เป็นบอกอ แต่ไม่เคยต้องมาคิดเรื่องการตลาด พอวันที่ทำ HIP เราบอกตัวเองว่าอยากทำการตลาดเอง อยากไปหาลูกค้าเอง อยากไปบอกสิ่งที่เรากำลังจะทำด้วยตัวเอง...สิบห้าเดือนแรกขาดทุนมากบ้างน้อยบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อนข้างลงตัวขึ้น บวกลบนิดหน่อย ไม่มากนัก “เรามองว่าทำหนังสือให้ดีให้น่าสนใจนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ทำหนังสือให้อยู่ได้...ยากกว่า (หัวเราะ) ถ้าทำหนังสือดี สนุก แต่อยู่ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่ควรทำ คิดเสมอว่าเงินทองที่เอามาจากเพื่อนฝูง ก็ควรจะคืนเขาให้ครบ ไม่ควรเอาเงินมาละลายเล่น” เจ้าของบทบรรณาธิการสรุปทีเล่น แต่จริงจัง การเดินทางของชายผู้หนึ่ง ในเมืองที่ตัวเองเป็นคนแปลกหน้า หลังจากผ่านความผันผวนนานา ทุกวันนี้ในขวบปีที่สอง นิตยสาร HIP ยืนได้ด้วยขาของตัวเอง ควบคู่ไปกับร้านอาหาร ‘ขันอาษา’ และล่าสุด ‘HIP GUESTHOUSE’ แม้สายลมจะพัดให้ซวนเซบ้างในบางจังหวะ แต่การเดินทางของทุกอย่างยังไม่สิ้นสุด “ตอนที่เราทำงาน ทั้งที่ ‘แมน’และที่ ‘สีสัน’ ทั้งพี่ปณิธาน (หล่อเลิศวิทย์-บรรณาธิการ ‘แมน’ พ.ศ.2529) และน้าทิวา พูดถึงเพลงๆ นึงอยู่บ่อยๆ เป็นเพลงของ Atlanta Rhythm Section ซึ่งเราจำได้แม่นมาก เวลาทำงาน เวลาเกิดปัญหา คนเรามันก็แค่นี้... Do it or die”
(chorus) 'cos I've run every red light on memory lane I've seen desperation explode into flames and I don't want to see it again. . . จากเพลง: TELEGRAPH ROAD ศิลปิน: DIRE STRAITS
“เราปลูกบ้านที่เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 43 ปูได้ที่ดินมาหนึ่งผืน 120 ตารางวา เป็นของขวัญแต่งงานจากคุณพ่อคุณแม่เขา ไปดูที่แล้วเราสองคนชอบกันมาก ตอนนั้นปูทำบาติก ซึ่งต้องมีพื้นที่ให้ลมผ่าน เราก็ทำบ้านขึ้นมาตามโจทย์นั้น ทำง่ายๆ ใช้วัสดุถูกๆ ช่วงนั้นก็ไม่ค่อยมีเงินกันหรอก (หัวเราะ)” เขาพูดถึงบ้านขนาดเล็กแต่ร่มรื่น ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก-บ้านที่เขานิยามว่าเป็น Home ไม่ใช่ House “ตอนที่ย้ายมา เราเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ เจอพี่ใหม่ เจอน้องใหม่ คนเหล่านั้นเขาไม่รู้จักหรอกว่า สมชาย ขันอาษา เป็นใคร งานหนังสือเป็นยังไง แต่เขาเป็นคนที่มีใจ มีความเป็นเพื่อนให้ ซึ่งเป็นข้อดีของคนที่นี่ที่เราเจอ (เน้นเสียง) โชคดีมาก เราไม่ใช่คนที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไม่ได้พูดภาษาเมือง เราอาจไม่ได้อินกับวัฒนธรรมล้านนา แต่โดยสภาพแวดล้อม โดยความรู้สึกนึกคิด เรารู้สึกทุกวันนี้ว่าเชียงใหม่คือบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่ถูกพัฒนาอยู่ในตัวเราในช่วงสี่ห้าปีหลัง ยิ่งมาทำงานที่เกี่ยวกับสื่อ เกี่ยวกับคน ยิ่งรู้สึกว่าเราอยู่ในเมืองที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย” หลายคนพูดกันว่าเชียงใหม่เปลี่ยนไปมาก จน... “ก็แล้วแต่มุมมองนะ เราว่าสิ่งที่เชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปคือมีวัตถุเกิดขึ้นเยอะเกินไป มีถนนเกิดขึ้นเยอะไป เราคงปฏิเสธความเจริญเติบโตของเมืองไม่ได้ แต่ที่เราอยากให้เมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างมีระบบ มีการวางแผน ไม่ใช่อยากทำถนนก็ทำโดยที่ไม่คิดว่าน้ำมันจะเปลี่ยนทางหรือเปล่า หรือก่อสร้างโดยไม่คิดว่าแม่น้ำจะล้นตลิ่งหรือไม่ เราไม่อยากให้เชียงใหม่เจริญทางด้านวัตถุโดยที่ไม่เจริญทางด้านจิตใจ เราไม่ได้คิดร้ายขนาดว่าเชียงใหม่ไม่น่าอยู่ สำหรับเรา ยังไงเชียงใหม่ก็ยังน่าอยู่ “สังเกตว่าช่วงสองสามปีหลังเชียงใหม่รถติด เพราะว่ารถมันเยอะเกินไป ถามกลับว่าถ้าระบบขนส่งดีพอ คนก็ไม่อยากขับรถหรอก หรือระบบรถแดง ถ้าดีจริง คนก็ไม่ขับรถหรอก มันควรมีการจัดวางระบบสิ่งเหล่านี้ คนเชียงใหม่เรียกร้องให้มีรถเมล์มานาน แต่พอมี คนก็ไม่ค่อยขึ้นกัน เพราะไม่ค่อยรู้ว่ารถเมล์ไปไหนบ้าง (หัวเราะ)” นอกเหนือจากสภาพชีวิตในเมือง ผม-ในฐานะผู้มาเยือน มองเห็นภาพแพนด้าเกลื่อนกลาดและ เอ่อ... น้องโคอาล่า ที่เพิ่งเดินทางมาถึงหมาดๆ “บางคนพยายามทำให้เชียงใหม่กลายเป็นอย่างอื่น เช่น ในช่วงสองสามปีหลังมีคนพยายามทำให้รู้สึกว่า ‘แพนด้า’ เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ แพนด้าอาจจะเป็นทูตสันถวไมตรีจากจีน อาจเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นสัตว์ประจำสวนสัตว์เชียงใหม่ แต่แพนด้าไม่ใช่ตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ “ในความคิดของเรา ความเป็นเชียงใหม่ยังคงเป็น ดอยสุเทพ เป็นครูบาศรีวิชัย ความเป็นเชียงใหม่หมายถึงคนเมือง วัฒนธรรมเมือง ถ้าคุณอยากให้นักท่องเที่ยวไปดูแพนด้า ไปไนต์ซาฟารี ก็แนะนำกันไป แต่ไม่ใช่ทำให้เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ เราไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์ แต่เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์มายาวนานเกิน 700 ปี นั่นคือความเป็นเชียงใหม่” การเดินทางผ่านเวลาของเมืองๆ หนึ่ง อาจไม่ต่างอะไรกับชีวิตๆ หนึ่ง...ที่ยาวนานกว่า “เรานึกถึงเพลงของ Dire Straits ชื่อ Telegraph Road เขาพูดว่า วันนึงพอถนนมันไปถึง พอทุกอย่างเจริญเกินไป เมืองมันก็เปลี่ยน “เราไม่อยากเห็นเชียงใหม่เปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯ”
(chorus) It must have been cold there in my shadow, to never have sunlight on your face. You were content to let me shine, that's your way. You always walked a step behind. จากเพลง: WIND BENEATH MY WINGS ศิลปิน: BETTE MIDLER
“ครอบครัวเป็นกำลังใจที่ดี ปูพร้อมที่จะหนุนหลังเราในทุกเรื่อง เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเรา ทั้งๆ ที่เขาอาจจะรู้สึกว่าจะสร้างหนี้ทำไม รู้ว่าช่วงสิ้นเดือนเราต้องหาเงินเดือนให้ลูกน้อง ต้องไปกู้ไปหาเงินอะไรต่อมิอะไร แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ เวลามีอะไร เราก็มักจะเล่าเชิงปรึกษาหารือ แม้ว่าส่วนใหญ่เราจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว (หัวเราะ) แต่เขาก็จะฟังเรา มีบางมุมที่อาจจะช่วยแย้ง แต่หลักๆ คือเขาจะเป็นคนที่ช่วยให้เรามีแรงทำงาน” สมชาย ขันอาษา เล่าถึงภรรยา-ผู้ชักพาให้เขาเดินทางมาพบกับ ‘บ้าน’ แห่งใหม่ ลิ้นชักความทรงจำของผู้ชายวัยสี่สิบกว่าๆ อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมายรายรอบในชีวิต ไม่ว่าจะส่วนเสี้ยวไหน หรือในช่วงเวลาใด ผู้คนต่างๆ เหล่านั้นล้วนเกาะเกี่ยวกับตัวเขาไม่ห่าง องค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับชีวิตผู้ชายคนหนึ่งนั้นควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง-ครอบครัว เพื่อนฝูง พี่น้อง ทีมงาน หน้าที่การงาน บ้าน รถยนต์ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ขอโทษ-ผมไม่ทราบ แต่สำหรับสมชาย ขันอาษา อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือบทเพลง ผูกพัน-เขาใช้คำนี้ “เพลงมันอยู่รอบตัวเรา มีหลายเพลงที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในชีวิต อย่าง Wind beneath my wings มันคือสัจธรรม เราคงบินเองได้ไม่สูง ถ้าไม่มีสายลมใต้ปีก” เขาเล่าถึงสิ่งที่ผูกพัน ในวันเวลาที่ผ่านเรื่องราวของชีวิตมาไม่น้อยกว่าใคร ผมเชื่อ แต่ชีวิตที่ต้องผ่านการตัดสินใจนับครั้งไม่ถ้วน นอกเหนือจากแรงหนุนจากคนรอบข้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหัวใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว คนขี้ขลาดเท่านั้นที่ซุกตัวนิ่งเงียบอยู่ในความปลอดภัย และคงไม่มีโอกาสสัมผัส ‘ความสุข’ แท้จริงที่อยู่รายรอบ ครั้งหนึ่ง สมชาย ขันอาษา พูดว่า คนเรามีความสุขได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรวย-จริงหรือ ผมแคลงใจ “เชื่อมั้ยว่า ทุกเดือนเวลา ‘ปิดเล่ม’ แล้ว (หมายถึงช่วงเวลาที่ไฟล์งานของหน้านิตยสารทั้งหมด ถูกส่งเข้าโรงพิมพ์) ได้ดื่มกับเพื่อน กับน้องๆ ที่ทำงานกับเรา เราก็มีความสุขแล้วนะ” เขายิ้ม “แต่ขณะที่เราพูดเรื่องความสุข หนี้สินของเราก็ไม่ได้หายไปใช่ไหม มันคนละเรื่องกัน (หัวเราะ)” สังเกตได้ชัดเจนว่ารอยยิ้มของเขากว้างขึ้นกว่าเดิม
07 ottobre ตายอย่างสงบเถิดความงาม ข้าพเจ้าจะเดินทาง!
HIP ชวนเขียนเรื่องเดินทาง เป็นคอลัมน์ชวนๆ กันหมุนเวียนมาเขียน พอดีมีเรื่องนี้ค้างคาอยูในใจ ได้ระบายออกมาก็โล่ง
กับทดลองใช้สรรพนาม 'ข้าพเจ้า' แทน 'ผม' ...ก็สนุกดี รู้สึกว่าเสียดสี <ตัวเอง> ได้สนุกปากขึ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับที่ 24 เดือนตุลาคม 2549 <JOURNEY>
HIP GuestHouse ตายอย่างสงบเถิดความงาม ข้าพเจ้าจะเดินทาง! วชิรา
ข้าพเจ้านั่งรอการมาถึงของใครบางคนจากเมืองหลวง ชะโงกหน้าชมความงดงามยามเย็นของดอยสุเทพเป็นระยะๆ ก่อนท้องฟ้าจะค่อยๆ หรี่แสง สถานที่แห่งนี้คือร้านอาหารเลื่องชื่อ ส้มตำหมูเกลือที่เพิ่งสั่งไปเมื่อราวห้านาทีก่อนยังเดินทางมาไม่ถึงบนโต๊ะ เพื่อนผู้นี้ของข้าพเจ้าก็เช่นกัน ข้าพเจ้าไม่ได้สั่งเขามาจากกรุงเทพฯ เขาออกจากบ้านมาตามความตั้งใจของตัวเอง โดยไม่มีใครรู้เหตุผล ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ที่การ ‘เดินทาง’ เกี่ยวดองกับการ ‘ท่องเที่ยว’ จนแทบกลายเป็นเนื้อเดียว (และบางเวลาเริ่มดองจนส่งกลิ่นเปรี้ยว!) รู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อเราไม่พึงใจเรียกพนักงานขายของที่ต้องตระเวนขายไปตามจังหวัดต่างๆ ว่า ‘นักเดินทาง’ ไม่เรียกคนขับรถทัวร์ รถไฟ เรือ หรือเครื่องบิน ที่ตัวของเขาออกเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งบ่อยกว่าใครๆ ในโลกนี้ด้วยคำๆ นั้น-พวกเขาไป ‘ทำงาน’ ไม่ใช่ ‘เดินทาง’ เราคิด นักเดินทางเป็นอย่างไรกัน-ข้าพเจ้าคิด ใช่หรือไม่ที่พวกเขาสะพายเป้บนร่างกายภายใต้เสื้อผ้าซอมซ่อ ดื่มด่ำกับสุราหลากรส หลงใหลยาเสพติด (ชนิดดูด) หลับนอนในเกสต์เฮ้าส์ราคาถูก ขี่จักรยานหรือเช่ามอเตอร์ไซค์ออกไปที่โน่นที่นี่พบปะผู้คนถ้องถิ่น ถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนต่างถิ่นพวกเดียวกัน จาริกไปตามถนนหนทางที่ไม่ค่อยมีผู้คน แสวงหาความหมายบางอย่างระหว่างการเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้าน บ้างตั้งความหวังว่าจะค้นพบ ‘ตัวเอง’ ที่หล่นหายไปจาก ‘ตัวเอง’ อีกทอดหนึ่ง (หล่นไปได้อย่างไรไม่มีใครทราบ) เพียงเท่านั้นหรือ-ข้าพเจ้าสงสัย ฉากหลังคือเทือกเขาเย็นหนาว ละอองไอพวยพุ่งออกจากปาก ตลาดยามเช้า ร้านกาแฟเก๋ๆ สิ่งก่อสร้างดึกดำบรรพ์ พระเดินบิณฑบาต เด็กๆ เล่นกระโดดยางใต้ต้นไม้ คุณยายขายผักผลไม้ ชายชราเข็นรถขายไอติม สายน้ำเอื่อยไหล (‘กลิ่นไออากาศเย็นของดอยสุเทพ’ ในย่อหน้าแรกนั้นก็ด้วย) ข้าพเจ้ายังคงสงสัย ความงดงามเหล่านั้นประกอบกันเป็นความหมายของการเดินทางใช่หรือไม่ จินตนาการไกลเลยไปยังประเทศตะวันออกกลางหรือสามเมืองทางใต้ สงครามยังกรุ่น สถานการณ์ยังไม่คลาย กับระเบิดถูกโปรยฝังลงบนผืนแผ่นดิน ไม่เลือกข้างฝ่ายทหารหรือประชาชน จินตนาการถึงแขนขากระเด็นกระดอนโดยไม่รู้ตัว เสียงกรีดร้องที่คนขับเครื่องบินไม่มีวันได้ยิน โรงเรียนถูกถล่ม ครูอาจารย์ถูกฆ่า ห้างสรรพสินค้าถูกวางระเบิด จุดหมายเหล่านี้ไม่เหมาะกับการเดินทางใช่หรือไม่ การเดินทางช่างลำเอียง เลือกฉายแต่ภาพสวยสดงดงาม ราวสี่เดือนก่อน ข้าพเจ้าตั้งใจเก็บเสื้อผ้า จากบ้านเกิดย้ายเมืองมาหลับนอนยังจังหวัดเชียงใหม่ ตามแหล่งพำนักอาศัยที่พึงหาพึ่งพาได้ ‘ตัวเอง’ ของข้าพเจ้าไม่ได้หล่นหาย จึงไม่สบโอกาสให้ออกตามหา ข้าพเจ้าเพียงฉวยความเอื้ออำนวยในการใช้ชีวิตและคว้าโอกาสในการโยกย้ายถิ่นที่อยู่ก็เท่านั้น การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นวิธีและพาหนะที่ข้าพเจ้าเลือกใช้ ราวปลายเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าจึงได้โลดแล่นอยู่บนถนนหลวง เวลากว่าแปดชั่วโมงกับระยะทางราวเจ็ดร้อยกิโลเมตรทำให้ข้าพเจ้าค้นพบความเพลิดเพลินบนความอ่อนล้าจากการออกเดินทางในวันนั้น และค้นพบโศกนาฏกรรมในคราวเดียวกัน นานมาแล้ว ที่หน้าจอโทรทัศน์ ข้าพเจ้าเคยได้ยินเสียงสะอื้นคร่ำครวญจากบางคนถึงการจากไปของแม่กวางในสารคดีชีวิตสัตว์ ภาพการพยายามหลบหนีหัวซุกหัวซุน จบลงที่ร่างไร้ชีวิตขณะถูกกรงเล็บเสือตะปบเข้าที่ซอกคอนั้นยังคงตราตรึง เจ้าของเสียงนั้นคร่ำครวญว่าแม่กวางช่างโชคร้าย ต้องตกเป็นเหยื่อแม่เสือ (ข้าพเจ้าสันนิษฐานเอาเองให้เป็นเพศเดียวกัน) และจบลงด้วยการตีโพยตีพายก่นด่าช่างกล้องผู้บันทึกภาพว่าน่าจะมีเมตตายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถ้าช่วย แม่กวางอาจรอด-เธอว่า ฝ่ายข้าพเจ้ารำพึงในใจว่าถ้าแม่กวางรอด แล้วแม่เสือตัวนั้นจะกินอะไร ไม่ช้าไม่นานแม่เสือ (และลูกเสือ) ย่อมต้องอดตาย ชีวิตประกอบขึ้นด้วยความตาย-ข้าพเจ้าพยายามทำความเข้าใจความหมายนั้น บนเส้นทางถนนหลวง มักปรากฏซากหมานอนตัวแข็งทื่อที่ฟากใดฟากหนึ่งของถนน บ้างมีฝูงแมลงวันกลุ้มรุมดื่มกิน บ้างศพยังหมาดๆ คราบเลือดยังไม่เหือด หมาไม่ใช่กวางและคนไม่ใช่เสือ ขณะเดียวกันรถก็ไม่ใช่อาวุธ หมาจึงไม่ใช่อาหารและคนเราไม่มีความจำเป็นอันใดต้องขับรถชนหมาเพื่อล่าเนื้อมากิน ศพหมาตายตามรายทางจึงไม่คล้องจองกับเหตุการณ์แม่กวางแต่อย่างใด แม้ข้าพเจ้าจะไม่รักหมาขนาดชักชวนกันนอนร่วมเตียง แต่ก็ไม่ค้นพบเหตุผลของการมีสิทธิ์ขับรถชนหมาตายบนโลกใบนี้ อุบัติเหตุ-คำวิเศษที่ช่วยให้ทุกอย่างมีทางออก ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท-ข้าพเจ้าโน้มเอียงไปทางวิธีนี้มากกว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นความจำเป็นต้องคร่าชีวิตผู้อื่น จึงพยายามเลี่ยงการฆาตกรรมหมู่หมาด้วยการเพิ่มความระมัดระวัง แต่ข้าพเจ้าอาจลืมไปว่าสิ่งสามารถ ‘เสีย’ ชีวิตบนถนนด้วยน้ำมือของมนุษย์หน้าโง่อย่างข้าพเจ้าใช่จะมีแต่หมา ยังมีแมลงต่างๆ นานาอีกนับชนิดไม่ถ้วน และมีผีเสื้อ! ช่วงรอยต่อจังหวัดกำแพงเพชรกับจังหวัดตาก และจากจังหวัดตากถึงจังหวัดลำปาง เป็นสถานที่เกิดเหตุ ข้าพเจ้าเดินทางมาอย่างเพลิดเพลินแต่อ่อนล้าและคร่ำเคร่งกับการพยายามไม่ชนหมา โดยไม่ทันสังเกตฝูงผีเสื้อโบกปีกโบยสะบัดผ่านหน้า เชื่องช้า แช่มช้อย ลวดลายสีเหลืองละลานตา สัตว์น้อยแสนสวย สัญลักษณ์แห่งความฝันและจินตนาการหวามไหวถูกข้าพเจ้าปลิดชีพลงคาที่ ซากชีวิตติดกระจังหน้ารถไม่หลงเหลือความแช่มช้อย ข้าพเจ้าเสียใจ-และรู้สึกราวกับเป็นนักดาบเลินเล่อที่ไม่ระวังคมดาบของตัวเอง ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ข้าพเจ้าคิดถึงการมีชีวิตโดยไม่เบียดเบียน คิดถึงการเดินทางที่จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อชีวิตอื่น แต่ไม่พบคำตอบ ฟ้ามืดแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถดื่มด่ำความงดงามของดอยสุเทพได้อีก แต่ก็เป็นเวลาที่ส้มตำหมูเกลือเดินทางมาถึงพอดี ทันทีที่ลิ้นลิ้มรสอร่อย ข้าพเจ้าอดคิดถึงหมูตัวที่ต้องเสียชีวิตและเสียงขูดข่วนบนผิวเนื้อมะละกอจนสลายกลายเป็นชิ้นฝอยไม่ได้ แม้ข้าพเจ้าจะไม่นิยมการคร่าชีวิต แต่การอยู่ต่อของข้าพเจ้าบนโลกใบนี้ก็จำต้องยืมมือผู้อื่น ข้าพเจ้าไม่อาจไม่มีชีวิต ขณะเดียวกันก็ไม่อาจหยุดเดินทาง ข้าพเจ้าจึงทำได้เพียงใคร่ครวญถึงความตายของฝูงผีเสื้อผ่านชิ้นเนื้อของชีวิตหมูและฝอยมะละกอที่จะช่วยยืดชีวิตของข้าพเจ้าออกไปได้อีกค่ำคืน ขณะรอคอยการมาถึงของ ‘นักเดินทาง’ อีกผู้หนึ่ง
25 agosto ฝนตกปาย ปาย
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Nature Explorer ฉบับเดือนสิงหาคม 2549 (ปก NEW ZEALAND)
เมื่อต้นเดือนกรกฎา ไปงานแต่งงานที่ปาย อยู่ต่อเที่ยวเล่นอีกราวหนึ่งสัปดาห์ ได้ความและไม่ได้ความ...ดังนี้ ขอบคุณ Nature Explorer น้องหญิง พี่ชาติ GrooveYard และ BeBop
ฝนตกปาย ปาย วชิรา เรื่องและภาพ
บ่ายหนึ่งกลางแดดร้อนเปรี้ยงของเมืองเชียงใหม่ ผมบังเอิญได้ร่วมพบปะสังสรรค์สร้างวงเสวนาบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวหลอด (เจ้าเด็ด!) กับสมาชิกคุ้นหน้าคุ้นตาอีกสามท่าน ตามมารยาททั่วไปบนโต๊ะอาหาร เราต่างละเรื่องส่วนตัวไว้ไม่ไปข้องแวะสนใจ บทสนทนาต่อหน้าก๋วยเตี๋ยวหลอด (และปอเปี๊ยะสด ที่เสิร์ฟตามมาทีหลัง) จึงละเรื่อยไปกับลมฟ้าอากาศ ความเอร็ดอร่อยของรสอาหาร สถานการณ์บ้านเมือง จนถึงหน้าที่การงาน “คนนี้กำลังจะลาออก” คนนั้นชี้ไปที่เพื่อนร่วมงานของตัว “ไปแต่งงาน” คนถูกชี้ยิ้มเขิน ผมไม่ได้เขินไปกับเธอ แต่นึกสงสัยว่า ‘ไปแต่งงาน’ ทำไมต้องลาออก “อ๋อ จะไปอยู่ปายค่ะ” เธอเฉลย ยังคงยิ้ม แต่ไม่เขิน น้ำเสียงหนักแน่นของเธอชวนให้ผมต้องเงยหน้าจ้องมองด้วยความหนักแน่นไม่แพ้กัน ก่อนรำพึงเบาๆ ผ่านซากเศษปอเปี๊ยะสดคาจานออกไปโดยไม่ได้ชั่งใจใดๆ (แต่เธอดันได้ยิน) ว่า “ชีวิตมันโรแมนติกอย่างนั้นเชียวหรือ” ......... ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาแห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ที่ดูตามลักษณะทางภูมิศาสตร์แล้วน่าจะปิดตัว ‘เงียบเชียบ’ เช่นเดียวกับอีกหลายร้อยหลายพันตำบลอำเภอในประเทศนี้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก) กลายเป็นเมืองยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่มีโอกาสสลัดคราบคนเมืองเพียงปีละครั้ง ใครๆ ต่างก็หลงรักปาย ด้วยองค์ประกอบครบครันของความโรแมนติก-แม่น้ำปายทอดตัวเป็นสายยาวไหลผ่านเกสต์เฮ้าส์ (ราคาพอรับได้) ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีรสนิยม รอบๆ มองเห็นภูเขาน้อยใหญ่โอบล้อม หรือถ้าอยากเปลี่ยนวิวทิวทัศน์ก็สามารถเช่ามอเตอร์ไซค์รายวันขี่ออกไปชื่นชมธรรมชาติรอบนอกโดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงอึดใจ กลับเข้ามาในเมืองมีตลาดสดของชาวบ้านแท้ๆ ทั้งเย็นและเช้า หรืออาจเช่าจักรยานขี่เล่นชมบรรยากาศชีวิตชาวเมือง จอดแวะโน่นชมนี่ตามรายทาง เหนื่อยนักก็พักนั่งร้านกาแฟหรือบาร์เหล้าขนาดกำลังดีที่ทยอยเปิดตัวไว้เป็นอาณาเขตให้เพื่อนเก่าและใหม่ใช้ทำความรู้จัก (หรือสนใจสูบชิชาก็มีร้านเปิดให้บริการ) ยังไม่นับรวมบรรดาร้านขายของที่ระลึกเก๋ๆ ที่จำหน่ายสิ่งของน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มและโปสการ์ดสวยๆ ช่วยย้ำความทรงจำรสหวานที่บรรดานักท่องเที่ยวได้ลิ้มชิมแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ ยิ่งถ้าหลับตาจินตนาการถึงอากาศหนาวยะเยือกในช่วง ‘ไฮ’-ปลายฝน ต้นและกลางหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เมื่อบรรยากาศรอบตัวปกคลุมไปด้วยไอหมอกไหลเรี่ยบนพื้น วันที่สำลักไอควันออกปากพร้อมคำขณะพูด ยิ่งชวนให้นึกตามได้แต่ภาพ ‘ยูโธเปีย’ ของนักท่องเที่ยว (หรือสวรรค์ของนักเดินทางเขตร้อน) อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ได้ยินว่าหลายคนหลายคู่ อพยพย้ายถิ่นฐานปักหลักอยู่อาศัยทำมาหากินที่เมืองปายก็ไม่น้อย ราวทศวรรษครึ่งที่แล้ว ผมเคย ‘ผ่านทาง’ มาแถวนี้หนึ่งครั้ง และยังไม่มีโอกาสกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง อาจเป็นเพราะผมได้รับรู้เรื่องเมืองปายจากปากคำ (และปากกา) ของคนอื่นๆ อยู่บ่อยๆ (บ่อยกว่าเมืองอื่น) แทบทุกครั้งที่ฤดูหนาว (ว่ากันว่าถือกำเนิดอยู่ประมาณช่วงปลายของปี) ผ่านไป จะต้องมีคนเล่า (หรือเขียน) ถึงปายให้เข้าหู (และเข้าตา) อย่างน้อยหนึ่งคน (หรือหนึ่งครั้ง) เสมอ และทุกคนคล้ายถูกโปรแกรมป้อนให้พูดซ้ำๆ คล้ายๆ กันว่า-พวกเขาหลงรักปาย คนไกลปายอย่างผมจึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ พยายามใช้ความสามารถในการจินตนาการเท่าที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนกระทั่งได้พบว่าที่เจ้าสาว (เจ้าของรอยยิ้มเขินบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวหลอด) วันนั้น ผมจึงตื่นเต้นดีใจตกปากรับคำมาร่วมงานแต่งงาน และถือโอกาสกลับไปสัมผัสปายด้วยตาตัวเอง...ครั้งที่สอง ปายเปลี่ยนไป! เปล่า, ผมไม่ได้พูด คนอื่นพูด ผมจำอะไรไม่ได้ อย่างเดียวที่น่าจะพอยืนยันได้คือเมื่อสิบห้าปีก่อน สมัยที่ผมและเพื่อนๆ มายืนๆ นั่งๆ รอโบกรถอยู่แถวๆ สี่แยกเมืองปาย (เพื่อจะต่อไปยังเมืองสบป่อง) ที่นี่น่าจะยัง ‘ไม่มี’ ป้ายห้ามจอดรถวันคู่วันคี่และไฟจราจรเขียวเหลืองแดงลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสี่แยกดังเช่นวันนี้ (หนำซ้ำยังมีตัวเลขดิจิตอลนับถอยหลังบอกเวลา ‘รอคอย’ แบบที่ชาวกรุงเทพมหานครพออกพอใจนักหนาอีกด้วย-ทันสมัยมาก!) ผมพยายามทำความเข้าใจแต่ก็ไร้ผล ขนาดของไฟเขียวแดง ดูอย่างไรก็ไม่พอดีกับที่ที่มันอยู่ ปายวันนี้ฝนตก สำหรับผู้ประกอบกิจการอาจไม่น่าพึงใจนัก เพราะเป็นช่วง ‘โลว์’ ที่นักท่องเที่ยวบางตาจนนับหัวได้ ยิ่งเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน ทางการประกาศว่าแม่น้ำปายเอ่อล้นกว่าปกติเนื่องจากมีฝนตกหนักในบริเวณพื้นที่ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยก็รีบหอบข้าวหอบของอพยพย้ายหนี (จากปากคำของพี่คนขายพิซซาแถวหัวสะพาน) เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อราวหนึ่งปีก่อน (สิงหาคม 2548) ยังประทับอยู่ในความรับรู้ของผู้คนทั้งนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน และผู้ประกอบการ เมืองเล็กๆ ที่เคยเป็น ‘สวรรค์’ ของนักท่องเที่ยวจู่ๆ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน โคลนถล่มทับเมือง ซุงท่อนโตจำนวนไม่น้อยลอยมากับน้ำกระแทกทำลายบ้านเรือน สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินไปไม่น้อย หลายคนเริ่มเกรง-กลัวปาย ณ วันนี้ เกสต์เฮ้าส์บางแห่งที่เคยเป็นที่พำนักพักใจริมสายน้ำของนักท่องเที่ยว จำต้องงดให้บริการบ้านบางหลังที่ตั้งติดชิดแม่น้ำไว้ก่อน นัยว่าใช้เวลาปรับปรุงซ่อมแซมจากอุทกภัยน้ำเอ่อเมื่อต้นสัปดาห์ ทั้งยังเป็นการแสดงความเป็นห่วงเป็นไยต่อนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังอันตรายอันไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ (น้ำชอบมาตอนตีสองตีสาม-จากปากคำของคนดูแลเกสต์เฮ้าส์ริมน้ำ) ขาประจำของปายหลายท่าน (ที่ร่วมขบวนไปงานแต่งงานด้วยกัน) ช่วยกรุณาพาผมไปเยี่ยมชม ‘ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ’ หลังเหตุการณ์ใหญ่ผ่านไปหนึ่งปี พาไปดูถนนขาด (ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ) พาไปเห็นซุงท่อนโตวางตัวสงบนิ่งอยู่บนตลิ่ง (เราสันนิษฐานกันเองว่าน่าจะลอยมากับสายน้ำเมื่อคราวก่อน-เรื่องตลกสุดเหวี่ยงคือหลังจากเหตุการณ์สงบ มีการประเมินความเสียหายจากเจ้าหน้าที่รัฐบางท่านโดย ‘กล่าวโทษ’ ชาวบ้านว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกทำไร่เลื่อนลอยจนเป็น ‘สาเหตุหลัก’ ทำให้น้ำท่วม!! ขณะที่ตัวแทนฝ่ายชาวบ้านให้ความเห็นว่า ชาวบ้านเป็นเพียง ‘ลูกจ้าง’ รับจ้างตัดไม้เพื่อนำมาใช้ปลูกสร้าง ‘รีสอร์ต’ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ของนายทุนเท่านั้น!!*) และที่สำคัญคือพาไปเห็นการเปลี่ยนขนาดและเส้นทางของแม่น้ำสายหลักของเมือง “ธรรมชาติกำลังจะเรียกทุกอย่างคืน” หนึ่งในผู้ร่วมขบวนรำพึงเบาๆ (แต่ผมได้ยิน) ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วมีคนบอกว่าปายจะน้ำท่วมใหญ่ รับรองไม่มีใครเชื่อ แต่ถึงวันนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ขอให้สังเกตดูว่าชาวบ้านๆ แท้ๆ นั้น ไม่มีใคร ‘ปลูกบ้าน’ อาศัยอยู่ใกล้น้ำขนาดนั้น (ไม่เหมือนเกสต์เฮ้าส์ที่เรียงรายติดน้ำอยู่ในขณะนี้) จะมีก็แต่การสร้างพื้นที่เกษตรทำกินเท่านั้น เพราะชาวบ้านต่างรู้ว่าแม่น้ำปายเป็นแม่น้ำร่องตื้น สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการไหลได้ง่ายดาย (จากปากคำชาวปายที่ทำงานในเกสต์เฮาส์บนภูเขา) มีแต่คนต่างถิ่นจากเมืองใหญ่ที่ต้องการอยู่ชิดติดน้ำขนาดนั้น ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะต้องการหรือไม่ก็ตาม-ไม่ใช่ความผิดของความเปลี่ยนแปลง สำหรับคนที่ ‘ผ่านมา’ แล้วผ่านไป (อย่างผม) ความเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจไม่มีผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่สำหรับคนที่ ‘อาศัย’ อยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะอยู่มานมนานหรือเพิ่งตัดสินใจย้ายมาลงหลักปักฐานก็ตาม, ผมไม่แน่ใจ ......... เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือของผม (หลังจากที่ชาวคณะเดินทางกลับเชียงใหม่ไปแล้ว) ใช้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือสลับดูฟ้าดูฝนที่หมั่นตกไม่รู้เหนื่อย เมื่อไหร่แดดออก (ร้อนเหงื่อหยด) ก็แวบเข้าร้านหนังสือมือสอง (ที่พบอยู่ 4 แห่งในเมือง) วันไหนตื่นเช้าฝนไม่ตกก็ออกไปเดินเล่นเห็นนักเรียนใส่เสื้อสีๆ (เข้าใจว่าวันนั้นคงมีวิชาพละ) เดินเป็นกลุ่มๆ ไปเข้าโรงเรียน (ปายวิทยาคม) บ่ายๆ หน่อย (ถ้าฝนไม่ตก) ก็ขี่รถไปด้อมๆ มองๆ โรงพยาบาลปายที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล พบเห็นชาวบ้านและชาวเขา (ทราบภายหลังว่าส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่) นั่งเต็มท้ายรถกระบะมาเข้ารับการรักษา ค่ำๆ ก็นั่งหลบฝนใต้ชายคาปัดยุง (ตัวเท่าช้าง) ให้ช่วยไปหากินไกลๆ ใครๆ ก็หลงรักสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี ใครๆ จึงหลงรักปาย (หน้า ‘ไฮ’) ความโรแมนติกจำเป็นต้องมีองค์ประกอบมากมาย หนึ่งในหลายนั้นคือความยินยอมพร้อมใจ ความรู้สึกหลงรัก, หลายครั้งจึงอิ่มเอมเมื่อเพียง ‘รู้สึกได้’ ว่าได้รับรักตอบ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่เราหลงรักปาย ในวงเล็บอาจหมายถึงเราหลงรักเพียงบรรยากาศโรแมนติกของปาย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราอาจจำเป็นต้องรู้ว่าเมืองกับชีวิตก็คล้ายกัน คือไม่ได้มีด้านเดียว ปายวันนี้ฝนตก และนักท่องเที่ยวบางคนก็ดูยิ้มแย้มไปกับมัน
*ตัดความจาก ‘น้ำท่วมปาย’ เซ็กชั่น จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2548
29 luglio ความฝัน หนังสือ และการเดินทาง: บทสัมภาษณ์ใน HIP
นิตยสาร HIP สัมภาษณ์ไว้เมื่อตอนที่มาถึงเชียงใหม่ใหม่ๆ (ฉบับที่ว่าด้วยเรื่อง 'ความฝัน')
HIP เป็นนิตยสารสำหรับแจกในเชียงใหม่ ที่หน้าตาเหมือนขายมากๆ ดำเนินงานโดยพี่โหน่ง-สมชาย ขันอาษา (คอเพลงน่าจะรู้จักดี) หนังสือออกมาแล้ว เลยขอเอาบทสัมภาษณ์มาแปะเก็บไว้ อ่านกันเพลินๆ เน้อ
เราเพิ่งทำสัมภาษณ์สั้นๆ พี่โหน่ง-สมชาย ให้ IMAGE ถ้ามีโอกาสจะเอามาแปะให้อ่านกัน เป็นผู้ใหญ่ที่น่าทำความรู้จักคนหนึ่งทีเดียว
HIP Magazine Vol. 2 No. 20 / June 2005 HIP Interview เรื่อง: เสาวตรี ภาพ: อัจฉรี
ความฝัน หนังสือ และการเดินทาง วชิรา รุธิรกนก
เคยมีโอกาสเจอกับเขามาครั้งหนึ่งและเคยสร้างคดีความกันเรื่องบอกทาง (ให้หลง) ในจังหวัดเชียงใหม่เอาไว้ เลยเกิดความเกร็ง (และเกรง) เล็กน้อย เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มนาม วชิรา รุธิรกนก หรือที่เรียกกันติดปากว่า โจ้-a day ได้แต่ภาวนาในใจว่าแอร์เย็นๆ ท่ามกลางอากาศร้อนระอุกลางเดือน มิถุนายน จะช่วยประทังอุณหภูมิในใจท่านได้บ้างที่ได้ทำให้บันดาลโทสะในครานั้น ขณะที่นั่งคิดเรื่อยเปื่อย ชายหนุ่มคู่กรณีมาดเซอร์ สวมเสื้อยืดลายขวาง กางเกงลูกฟูก รองเท้าผ้าใบ (เก่า) เดินเข้ามาในร้านกาแฟบริเวณ หน้าห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่ชาวเชียงใหม่มากว่า 10 ปี เอ่ยสวัสดีทักทายด้วยประโยคบ่นเชิงคำถาม “ทำไมเชียงใหม่มดเยอะจัง?” …….. เครื่องดื่มสมู้ตตี้ เริ่มออกรสชาติ “เปรี้ยวจี๊ด” เราเริ่มพูดก่อน ตามด้วยสมู้ตตี้ใส่นม “หวานเจี๊ยบ” ช่างภาพหญิงเอ่ยตาม-“ขมจัง” วชิราพูดตบท้ายถึงกาแฟร้อนในมือ ตามด้วยเสียงหัวเราะครืน สร้างบรรยากาศดีขึ้นมาได้ไม่น้อย “เป็นคอกาแฟหรือเปล่า?” เราถามสร้างสัมพันธไมตรีเผื่อว่าจะมีเรื่องกาแฟมาคุยกัน “ไม่ใช่คอกาแฟนะ แต่ติดกาแฟ ถ้ายังไม่กินวันก็ยังไม่เริ่ม แต่กินเยอะไม่ได้นะ กาแฟแรงๆ ก็กินไม่ได้ ต้องกินเบาๆ เดี๋ยวหัวใจวาย” เล่าพลางบ่นอุบว่าเมื่อคืนบราซิลเตะไม่สนุก ชนะแบบไม่ประทับใจเลย “มีคนแซวว่า มีแฟนอยู่ที่นี่หรือเปล่าถึงมาเชียงใหม่” เราถามต่อ (ชายหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือทำท่าปฏิเสธรีบแก้ข่าว) “มีข่าวตั้งแต่ก่อนมาแล้ว (หัวเราะ) เมื่อช่วงต้นปีแวะมารอบหนึ่ง หลังจากนั้นบังเอิญเจอพี่ต้อ (บินหลา สันกาลาคีรี) ที่กรุงเทพฯ แกก็อำว่า “นี่คุณรู้ไหม คุณไปเชียงใหม่ ข่าวสะพัดไปทั่วว่าคุณมีเมียอยู่ที่โน่น” ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มาอยู่จริงๆ จังๆ เลยนะ แค่กำลังจะขยับตัวเท่านั้นเอง ดูสิแทนที่จะได้มีจริงๆ เลยหมดกัน (หัวเราะ) มีวันนึงอาติ๋ม (ภรรยาคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์) โทรมาที่กองบอกออะเดย์ คุยธุระเสร็จก่อนวางสายแกก็ถามน้องๆ ว่า “นี่โจ้เขาจะขึ้นมาเชียงใหม่ เขามาติดสาวหรือเปล่า” นี่ขนาดอาติ๋มยังถาม คิดดูสิ” (ฮา) หลังจากที่อำกันจนสาแก่ใจทั้งสองฝ่ายจึงค่อยเริ่มเข้าสู่คำถามในเรื่อง (ทำงานบ้าง) วชิราเริ่มเล่าถึงชีวิตเริ่มต้นการทำงาน “จบปั๊บก็เหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไป เที่ยวเล่นทำโน่นทำนี่อยู่สักพัก ยื้อจนที่บ้านเริ่มกดดันว่าทำไมไม่ไปทำงานประจำ ช่วงเวลานั้นการอธิบายระบบฟรีแลนซ์ให้คนที่บ้านเข้าใจนี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ก็เลยต้องไปหาอะไรทำ เริ่มทำงานโปรดักชั่นเฮ้าส์ บริษัทโฆษณาเล็กๆ ของรุ่นพี่ก่อน”
ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าอยากทำงานหนังสือเลย “ไม่เคยคิดในหัวสมองเลย ตอนเรียนคิดแต่เรื่องหนังอย่างเดียว สนใจหนังมาก อยากทำหนัง”
จุดพลิกผันที่เริ่มงานหนังสือ “เรื่องนี้มันโยงกับเรื่องสุขภาพนะ ตอนที่เรียนจบก็ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อ แต่ดันป่วยเป็นโรคถุงลมในปอดรั่ว คืออยู่ๆ ปอดก็มีรูให้ลมรั่วออกมา เข้าไปนอนโรงพยาบาลอยู่หลายวัน ตอนออกหมอก็บอกว่าห้ามดำน้ำเด็ดขาด และถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งขึ้นเครื่องบิน ตอนนั้นเลยต้องหยุดคิดเรื่องเรียนต่อ ซึ่งหลังจากที่หายแล้วก็เลยคิดว่าคงไปไหนมาไหนได้แล้วมั้ง ก็เลยไปเที่ยว ทริปแรกๆ เรานั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปสถานีบัตเตอร์เวิร์ต (Butterworth) ที่ปีนัง แล้วนั่งรถต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสิงคโปร์ แล้วก็บินกลับมา ทั้งหมดประมาณสิบกว่าวัน ทีนี้คล้ายๆ ว่าเราเป็นคนแรกๆ ในกลุ่มเพื่อนที่อุตริทำแบบนี้ พอเที่ยวกลับมาก็ตื่นเต้น คนโน้นคนนี้มาถามว่าเป็นยังไงบ้าง ก็เริ่มขี้เกียจเล่าซ้ำๆ เลยคิดว่าเดี๋ยวเขียนให้อ่านดีกว่า กะว่าไว้อ่านกันเองในหมู่เพื่อนฝูง บังเอิญช่วงนั้น พี่จี๋ (บุษกร พิชยาทิตย์) ที่ร้านหนังสือเล็กๆ ตรงถนนพระอาทิตย์ ถามว่าเรามีหนังสือทำมือไหม กำลังจะมีงานขายหนังสือ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหนังสือทำมือเลยนะ แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกัน เรากำลังเขียนอยู่พอดี งานหนังสือทำมือที่ถนนพระอาทิตย์ตอนนั้น (พ.ศ.2543) ก็เลยเป็นเดดไลน์ (Dead Line) แรกของเรา ตั้งชื่อหนังสือว่า ‘Stick No Bill’ “ตอนนั้นทำออกมา 100 เล่ม เอาไปลองขายดูกะว่าถ้าเหลือก็จะเอาไปแจกเพื่อนกับส่งไปให้คนอื่นๆ ที่อยู่ในเรื่อง พอเอาไปวางดันขายหมดเลย ตื่นเต้น โชคดีมาก ในหนังสือของเราจะมีโปสการ์ดแนบไว้ให้คนอ่านส่งกลับมา จู่ๆ ก็มีพี่กาเหว่า (ชลลดา เตียวสุวรรณ) พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) ส่งข้อความมาเป็นกำลังใจให้ ดีใจมาก หลังจากนั้นก็ทำเพิ่มอีกเรื่อยๆ ครั้งละ 200 เล่ม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เพิ่งครบ 2,000 เล่มไปเมื่องานสัปดาห์หนังสือคราวที่แล้ว ตอนนี้กำลังจะผลิตครั้งที่ 11 แล้ว ผลตอบรับเหล่านี้เป็นแรงขับให้เราทำงานออกมาได้เรื่อยๆ เหมือนที่อา ‘รงค์ (วงษ์สวรรค์) บอกว่า ‘เราเป็นนักเขียนได้เพราะว่าคนอ่านอนุญาตให้เราเป็น’ เราเป็นเองไม่ได้ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นกรณีเดียวกัน เราตั้งใจว่าเล่มนี้จะไม่เข้าระบบการพิมพ์ จะทำมืออย่างนี้ไปเรื่อยๆ เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ที่อยากเขียนหนังสือได้บ้าง “ก่อนหน้านั้น เราเขียนบทละครเวทีมาก่อน แล้วก็ไปเขียนบทละครทีวี เขียนอยู่ประมาณ 3 ปี ได้เรียนรู้งานเขียนบทจากพี่งัด (สุพล วิเชียรฉาย) เยอะมาก แต่ทำๆ ไปก็พบว่าธรรมชาติของเรากับธรรมชาติของระบบทีวีมันไม่เข้ากัน ยิ่งทำก็ยิ่งไม่มีความสุขก็เลยออก “หลังจากที่ทำสติ๊ก (Stick No Bill) ออกมาขาย ก็มีสำนักพิมพ์ (ระหว่างบรรทัด) ติดต่อมาชวนให้เข้าระบบพิมพ์เครื่อง เราเพิ่งกลับจากบาหลี เลยชวนเขาพิมพ์เรื่องบาหลีแทน เขาก็ใจดีตอบตกลง ระหว่างพิมพ์เรื่องบาหลี (ตั้งชื่อว่า อยู่ชั่วคราว) เราก็ไปเที่ยวดูไบต่อ ตอนนั้นชีวิตก็วนเวียนอยู่แบบนี้ เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เรียนต่อ จะเดินทางแทน “ช่วงนั้นก็เริ่มเขียนคอลัมน์ในนิตยสารแล้วนะ เขียนคอลัมน์หนังใน Summer ก่อน แล้วพี่หนุ่ม โตมร (ศุขปรีชา) ก็ชวนเปิดคอลัมน์ใน GM”
การที่เราไปเที่ยวทำให้เราได้เห็นมุมมองในเรื่องต่างๆ แหวกแนวจากคนอื่นเยอะมากไหม “มันก็ช่วยนะ เพราะการไปเที่ยวทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่เราไม่ได้ไปไหน แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของการที่ใครสักคนมีมุมมองที่ต่างออกไปหรอก การได้ออกไปข้างนอกเป็นแค่ปัจจัยเดียว มันขึ้นกับวิธีการไปเที่ยวของคนๆ นั้นด้วยนะ”
การเป็นนักเขียนจำเป็นไหมที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเดินทาง “เราว่าถ้าทำได้ก็ดี แต่ก็ต้องดูเงื่อนไข เช่นถ้าเป็นคนขาเสีย เดินไปไหนไม่ได้ หมายความว่าคนนั้นเป็นนักเขียนไม่ได้หรือ เราว่ามันก็มีข้อยกเว้น การที่อา ‘รงค์สอนว่า ‘การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน’ คงหมายความว่า ในเงื่อนไขที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่างแล้วคุณมีตัวเลือกสิบตัวเลือก แทนที่จะหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ก็ควรจะออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกข้างนอกบ้าง แต่กับบางคนที่ไม่มีทางเลือกแบบนั้น ก็อาจไม่จำเป็น”
หลังจากที่ออกพ็อกเก็ตบุ๊คแล้วได้มีโอกาสเป็นบรรณาธิการ a day โดยไม่เคยทำนิตยสารมาก่อน “พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) บอกว่าเลือกบอกอที่หน้าตา เราก็ปักใจเชื่ออย่างนั้นมาตลอด (หัวเราะ) เอาใหม่ๆ จริงเป็นเรื่องที่ดีใจนะ เพราะว่าเรากับพี่โหน่งก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แสดงว่าเขาเลือกเราจากงานของเรา ซึ่งระหว่างการเป็นคอลัมนิสต์หรือนักเขียน กับการเป็นบรรณาธิการมันไม่น่าจะเหมือนกัน แล้วมันก็ไม่เหมือนกันจริงๆ ก็โชคดีที่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ก่อน เราไปลองแอบเป็นบอกออยู่ 3 เดือน ตอนนั้นประมาณปี 2545 “จบมานานมากกว่าจะมาเริ่มทำงานที่อะเดย์ จะพูดว่าเป็นคนใช้ชีวิตได้เละเทะมากก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันไม่เป็นระบบเลย คนอื่นๆ เขาทำงานไปก็ไต่เต้าไต่ตำแหน่งตามลำดับไปเรื่อยๆ ใช่ไหม แต่เราเปล่า กระโดดไปทำอันโน้นทีทำอันนี้ทำ ตามแต่จังหวะและความสนใจ ตอนที่พี่โหน่งชวนก็ปรึกษาคนเยอะมากว่าจะทำดีหรือเปล่า คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ไหม แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง คิดว่าต้องลอง”
ตอนนั้นมอง a day ว่าเป็นยังไงบ้าง เหมาะกับตัวเองไหม “ไม่รู้ว่าเหมาะหรือเปล่า แต่รู้ว่าโชคดีที่ซื้ออะเดย์เก็บไว้ทุกเล่ม (หัวเราะ) เป็นคนชอบซื้อนิตยสาร พออะเดย์ติดต่อมา ก็รีบกลับบ้านไปพลิกๆ ดู เพราะบางเล่มซื้อมายังไม่ได้อ่านเลย (หัวเราะอีก)”
บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร “ตื่นเต้น สนุก ทุกอย่างใหม่หมด วันแรกที่เข้าไปคุย เห็นเขาวางกระดาษปรู๊ฟกันเต็มพื้น เราก็มองว่านี่มันอะไรกันวะ ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ครั้งนึงเคยไปทำอะไรไม่รู้ที่หน้าจอจำไม่ค่อยได้แล้ว คล้ายๆ ว่าไปบอกให้เขาแก้สีหรืออะไรสักอย่าง น้องที่เป็นอาร์ทได (Art Director) ก็บอกว่า มันทำไม่ได้พี่ ต้องไปทำที่ร้านเพลต พี่โหน่งยืนอยู่ข้างๆ ก็บอกว่า เฮ้ย ใจเย็นๆ พี่โจ้ไม่เคยทำหนังสือ (หัวเราะ)”
ความแตกต่างระหว่างการเป็นนักเขียนอิสระกับการเป็นบรรณาธิการ “ต่างกันที่สุดในโลก เพราะคอลัมน์นิสต์เขียนอย่างเดียว มีพื้นที่จำกัดเท่านี้ ก็มีอิสระเต็มที่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ทั้งหมดก็ต้องผ่านการคุยกับบอกอเล่มนั้นๆ มาแล้ว ผ่านการคิดคอนเซปต์คอลัมน์มาแล้ว ทุกๆ เดือนบอกอก็จะช่วยดู ว่ามันตรงตามที่คุยกันไว้ไหม ฉะนั้นถ้ามองจากภาพรวม คอลัมนิสต์จะเป็นส่วนเสี้ยวเดียวในนิตยสาร แต่บอกอคือทั้งหมด เพราะต้องควบคุม ‘บุคลิก’ ของนิตยสารตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย”
หลังจากเปลี่ยนจากวงศ์ทนงมาเป็นวชิรา a day มีการปรับเปลี่ยนและขยับตัวมากน้อยแค่ไหน “เราคิดไว้ก่อนไปทำแล้วว่าอยากให้อะเดย์กลมขึ้น อยากให้มี ‘มิติทางการคิด’ ต่อเรื่องหนึ่งๆ มากขึ้น มันเป็นการไปเพิ่ม ไม่ใช่ไปแก้ ซึ่งพี่โหน่งก็เห็นพ้องด้วยทันที ส่วนเรื่องที่จะหยิบมาทำนั้นจะเป็นเรื่องในแนวทางเดิมหรือถ้าจะลองเลือกทางใหม่ๆ ที่อะเดย์ไม่เคยทำมาก่อนก็ได้ก็ยิ่งดี มันจะได้ไม่อยู่กับที่ โดยรวมก็คืออยากให้อะเดย์มีมิติในเชิงลึกมากขึ้น แต่ทำไปๆ กลับมีผู้อ่านบางคนบอกว่า เนื้อหามันเบาลง พวกเราก็เกากบาลกันแกรกเลย มันจะเบาลงได้ยังไง ขนาดเรายังทำงานหนักขึ้นเลย เคยคิดกันเล่นๆ ว่าสงสัยคงอ่านหนังสือคนละตัวกัน (หัวเราะ) แต่ที่สุดแล้วก็ต้องเคารพคนอ่าน ถ้าเขาคิดอย่างนั้นก็ต้องยอมรับ ที่แปลกกว่านั้นคือ ทำเรื่องยากขึ้น แต่วัยของคนอ่านกลับเด็กลง ก็เป็นสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ แต่ยังไงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับสารที่เราอยากบอกแต่เนิ่นๆ ”
คิดนานไหมกว่าจะลาออก “(ตอบทันที) นาน คิดอยู่เป็นปีเลยนะ อะเดย์เป็นทั้งบ้านและโรงเรียนที่ดี เราชอบทำงานที่นั่นนะ สนุกดี แต่ย้อนไปตอนที่รับปากมาทำงานใหม่ๆ ก็เคยคุยกับพี่เขาว่าจะเป็นบอกอ 2 ปีแน่ๆ เพราะเราเป็นคนอยู่ไม่ค่อยติดที่ เลยสัญญากันไว้ให้สบายใจทั้งสองฝ่าย แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยว่ากัน พอครบสองปีก็ขยับให้ทรงกลด (บางยี่ขัน) มาทำต่อ ช่วงนั้นเราก็ยังช่วยดูอยู่ ยังเป็นบอกออำนวยการ ดูแลโน่นนี่ จิปาถะ จนถึงตอนนี้ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะออกมาผจญภัยนอกบ้านบ้างแล้ว”
เพราะรักความอิสระหรือเปล่า “ไม่ได้คิดขนาดนั้น (ลากเสียงยาว) ก็แค่อยากผจญภัยบ้าง”
เคยคิดนิตยสารที่เป็นแบบของตัวเองไว้บ้างหรือเปล่า “ตอนแรกไม่เคย แต่ตอนนี้เคยแล้ว มีภาพอยู่ในหัวชัดเจนมาก ชัดจนนอนไม่หลับเลยนะ คนที่เคยทำนิตยสารอาจรู้สึกคล้ายๆ กันว่ามันติด มันสนุก เราชอบ ‘ความรู้สึก’ ของการทำนิตยสารนะ แต่คิดว่ายังไม่ค่อยสนิทใจกับ ‘ระบบเวลา’ ของมันเท่าไหร่ เพราะมันวนซ้ำๆ กันทุกเดือน เดี๋ยวเปิดเล่ม เดี๋ยวปิดเล่ม เดี๋ยวเปิดเล่มอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นกติกาที่ต้องยอมรับให้ได้ นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว มันเป็นเรื่องสนุกทั้งนั้น ทั้งได้คิด ได้เขียน ได้แก้ปัญหา ยิ่งถ้าไม่โดนเรื่องการตลาดมาบล็อกเนื้อหาก็จะยิ่งสบายตัวขึ้น แต่ก็นั้นแหละ มีแต่ความคิดก็ใช่ว่าจะได้ทำได้ง่ายๆ นะ การเกิดของนิตยสารใหม่หนึ่งเล่มมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก”
มองวงการนิตยสารในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร “เราว่ามันคึกคักนะ หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี แต่ทำไมนิตยสารหัวใหม่เต็มแผงไปหมด ทั้งหัวนอกหัวใน ก็แปลกดี”
คึกคักแล้วดีไหม "รู้สึกว่ามันซ้ำๆ กันไปหน่อย นิตยสารหัวนอกเข้ามาเยอะก็จริง แต่ก็เป็นหมวดหมู่คล้ายๆ กัน เนื้อหาก็ไม่ต่างกันมาก นิตยสารผู้หญิงก็ผู้หญิงๆๆๆๆถ้าเป็นนิตยสารดาราก็ดาราๆๆๆๆ เห็นแล้วก็น่าเป็นห่วงแทน ไม่รู้ว่าบ้านเรามีคนอ่านมากขนาดนั้นหรือเปล่า ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องธุรกิจหนังสือก็ต้องมองเรื่องเอเจนซี่ (Agency) โฆษณาด้วย เพราะเราก็รู้กันอยู่ว่านิตยสารส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยเม็ดเงินจากโฆษณา พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็ชวนให้สงสัยว่าเอเจนซี่จะมีแรงอุปถัมภ์สิ่งเหล่านี้ในระยะยาวไหม"
มีฮีโร่ในใจหรือเปล่า “เออ แบทแมน (หัวเราะ) ตอบไม่ถูกเลย ชอบหลายคนมาก พูดไม่หมดหรอก เราว่าโลกนี้มีคนที่น่ายกย่องเทิดทูนเยอะมากๆ แต่แบทแมนนี่ก็ชอบจริงๆ นะ”
แล้วตอนนี้ได้ทำที่อยากทำครบรึยัง “เคยอยากลองสอนหนังสือก็ได้สอนแล้ว ช่วงเทอมที่ผ่านมาได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่ม.บู (มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน) โห! ตอนสอนสนุกมาก แต่ตอนออกข้อสอบไม่สนุกเท่าไหร่ ยิ่งตอนตรวจยิ่งไม่สนุก (นึก) ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำนะ เล่นดนตรี ทำเพลง หนังก็ยังอยากทำ แต่อย่าเพิ่งถามว่าแนวไหน เพราะยังไม่ได้คิด ตอนนี้ขอคิดว่าอยากสื่อสารเรื่องอะไรก่อน เดี๋ยวแนวมันจะตามมาทีหลัง
สิ่งที่ได้ถ่ายทอดให้นักศึกษาคืออะไร “เราว่าเรื่อง ‘ทัศนคติ’ สำคัญที่สุด คนหนุ่มสาวจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้างสำหรับการเรียนรู้ในทุกๆ เรื่องแล้วอย่างอื่นมันจะตามมาเอง อย่าเพิ่งรีบร้อนใจแคบ เราว่าเรื่องเทคนิควิธีการทำนิตยสารมันไม่ยากเลย แต่ทัศนคติของการทำนิตยสารให้ดีนี่สิยาก ทำยังไงเราจึงสื่อ ‘สาร’ ที่เหมาะสม ยิ่งเดี๋ยวนี้ธุรกิจนิตยสารมันแยกไม่ขาดจากเรื่องการตลาด เป็นกติกาพื้นฐานอีกข้อที่ต้องยอมรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการตลาดคือพระเจ้าที่กำหนดทุกอย่างนะ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ใครสามารถเล่นในกติกานี้ได้สวยงามกว่ากัน เรื่องพวกนี้ไม่มีสอนในตำราหรอก บอกอเก่งๆ หลายคนใช้เวลาเรียนรู้ตลอดชีวิต เราเพิ่งทำงานได้สามปีกว่าๆ ก็แนะได้แค่ว่าเปิดใจกว้างๆ เข้าไว้ ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไป อีกหน่อยก็จะเรียนรู้เองได้
มีหลายคนฝันอยากทำงานในสายงานบรรณาธิการ และการเป็นนักเขียน “เราถือว่าเราโชคดีมากที่ได้รับโอกาส เพราะไม่เคยฝันแบบนี้มาก่อน ทุกอย่างมันดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง แต่เราเป็นคนเชื่อเรื่องการทำงานหนัก เชื่อว่าทำงานหนักแล้วจะดี ส่วนความฝันก็รักษาไว้ในฐานะที่มันเป็นเป้าหมาย ที่จริงเราไม่ค่อยมีเป้าหมาย จำได้ว่าเคยบอกว่าอยากตายอย่างสงบ อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นให้มีปัญหาน้อยที่สุด เพราะไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย ปกติเราแค่รู้ว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร ก็สำคัญมากแล้วสำหรับเรา “เราคิดว่าเวลาพูดถึง ‘ความฝัน’ จะพูดถึงมันโดดๆ ไม่ได้ เพราะมีองค์ประกอบอื่นอยู่ด้วย เราจำเป็นต้องรู้ว่ากำลังพูดกับใคร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เพราะแต่ละที่แต่ละวัยก็มองเรื่องความฝันไม่เหมือนกัน การที่พูดว่า ’เรามาฝันกันเถอะ’ แล้วจบ เราว่ามันตื้นเกินไป มันง่ายเกินไป แล้วมันก็ไม่รับผิดชอบเกินไป ความฝันมันตามมาด้วยความรับผิดชอบกับสิ่งที่ฝันนะ เพราะทุกคนจะฝันอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ก็ฝันถึงฐานะ ชื่อเสียง หรืออาชีพในแบบที่ตัวเองอยากได้ แต่คำถามคือ ฝันแล้วไงล่ะ? เราว่าวิธีที่ไปสู่ความฝัน น่าสนใจกว่าตัวความฝันเองอีก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีอีกหลายปัจจัยมากที่เกี่ยวข้อง จังหวะ เวลา โอกาส ลมฟ้าอากาศ น้ำขึ้นน้ำลง โอย...เยอะแยะ “ความฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องเบาบาง มันง่ายมากที่จะแห่ฝันตามๆ กัน อยากทำหนังครับ แล้วยังไง อยากทำหนังแล้วทำอะไรล่ะ หลังๆ เริ่มได้ยินคนบอกว่าอยากรวย แต่ไม่อยากทำงาน อย่างนี้เรียกว่าความฝันไหม แล้วมีอาชีพอะไรบ้างล่ะที่รวยแต่ไม่ต้องทำงาน ลองลิสต์ใส่กระดาษดูก็ได้ มีไม่กี่อาชีพหรอก”
มองวัยรุ่นยุคนี้เป็นยังไงบ้าง “หมายถึงวัยรุ่นที่ไหนล่ะ กลุ่มที่เราเห็นๆ กันอยู่ตามห้างสรรพสินค้าหรือตามหน้ามหาวิทยาลัยนี่เป็นส่วนน้อยนะ ประเทศเรามีวัยรุ่นตามที่อื่นๆ เราไม่เห็นอีกเยอะ แต่ถ้าจะพูดเท่าที่เห็น เราก็ว่า เออ...มันดี กล้าดี พลังเยอะ วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่พลังเยอะอยู่แล้ว หนุ่มสาวยุคไหนก็พลังเยอะทั้งนั้น แต่ยุคนี้อาจจะกระจัดกระจายไปหน่อย พลังมันเลยไม่รวมกัน ไม่ถูกใช้ไปจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งก็สะท้อนหน้าตาของยุคสมัยนั่นแหละ “พอกระจัดกระจายก็ไม่มีพลังกลุ่ม พอไม่มีพลังกลุ่มก็จำเป็นต้องหาอะไรยึดเหนี่ยว แล้วคนวัยนี้จะให้เหนี่ยวอะไรล่ะ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็มักหมกมุ่นและทนทุกทรมานกับเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องแฟน เรื่องกิ๊ก ยิ้มให้อย่างนี้แปลว่าเขาต้องชอบฉันแน่เลย ถึงเธอจะเลวแค่ไหนแต่ฉันก็ยอม เพราะฉันรักเธอมาก อะไรแบบนี้ เราไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องต้องห้ามนะ สนับสนุนให้มีด้วยซ้ำ แต่จำเป็นต้องรู้ว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน และต้องใช้ความสามารถในการทำความเข้าใจสูง “ทุกคนกำลังไหลเวียนอยู่ในระบบที่มันดุเดือด ทำให้ต้องดิ้นรนสุดขีดในการเอาตัวให้รอด ซึ่งก็พวกผู้ใหญ่นั่นแหละพาไป เด็กๆ จะทำอะไรได้ ผู้ใหญ่บางพวกก็มีหน้าที่ออกกฎ ซึ่งเราว่ามันมักง่ายเกินไป เห็นอะไรไม่เข้าหูเข้าตาก็ห้าม เอะอะก็ห้าม ห้ามโดยที่เอากรอบวัฒนธรรมที่ค่อนข้างสำเร็จรูปแล้วมาอ้าง ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เอาล่ะ อย่าคุยเรื่องนี้ดีกว่า (หัวเราะ)”
แล้วทำยังไงให้รักษาความฝันเอาไว้ “ความฝันสำหรับเรามันเหมือนชวนกันไปกินข้าวร้านอร่อยน่ะ วันนี้คิดถึงร้านนี้ก็ไปร้านนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนร้านหรือกลับไปร้านเดิม หรืออาจจะไม่นึกถึงร้านไหนเลย แต่คนเราไม่ลืมหิวหรอก ยังไงก็ต้องกินเพราะฉะนั้นเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรกันมากมาย ถ้ามองมันในฐานะเป้าหมาย เราก็แค่ทบทวนบ่อยๆ ว่าออกนอกเส้นทางไปไหม เพราะไม่ว่าจะมีฝันหรือไม่มีฝัน ชีวิตมันก็ต้องเดินไปข้างหน้าอยู่ดี การมีความฝันก็แค่ทำให้เราได้ไปร้านที่เราต้องการ คำถามที่จริงกว่าคือคุณต้องการไปกินที่ร้านนั้นจริงๆ หรือเปล่า สิ่งจำเป็นสำหรับเราคือว่า ทุกวันนี้มีความสุขดีไหม ถ้ามีแล้วก็จบ ยังจะต้องการอะไรอีก แต่ถ้ายังไม่มีก็คงต้องมาทบทวนกันใหม่ ค้นหาเป้าหมายจริงๆ ของตัวเองให้เจอ ซึ่งจะเรียกว่า ‘ความฝัน’ หรือ ‘ความ’ อะไรก็ได้ แต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ต้องมาด้วยกัน แยกกันไม่ได้ เพราะไม่งั้นไม่มีประโยชน์ “เราชอบมองโลกตามที่มันเป็นจริง แล้วพยายามเข้าใจมันให้ได้ พอเข้าใจได้ ก็จะเห็นเองว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุดแล้วเราก็อาจจะไม่ดีใจเกินไป ไม่โศกเศร้าเกินไป ไม่ฟูมฟายเกินไป มีชีวิตแบบพอดีๆ ถ้าเราทำงานหนักและทำงานดี งานของเราก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น พวกเราเป็นสัตว์โลกที่ซวย ช่วงหลังนี่ได้ยินบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มีชีวิตไม่ได้เกิดมาทำงาน มันเกิดมาทำชีวิตไปตามปกติ หิวก็ออกไปล่า น้ำท่วมก็ขนของหนี มีแต่มนุษย์นี่แหละที่ต้องทำงานเช้าเลิกดึก เราว่าตลกดี แต่ในเมื่อมันเลือกไม่ได้ เราต้องทำงานก็ทำไป เพราะว่างานจะเป็นสิ่งที่จะยังคงอยู่ตอนที่เราหายตัวไปแล้ว”
พันปีที่แล้วอาจไม่ต้องทำนะ “เออๆ อาจจะใช่ หิวก็เดินเอาหินออกไปขว้าง อิ่มก็นอน ไม่ต้องเก็บ เพราะไม่มีตู้เย็น งานยังสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตในเวลานั้น แต่จะว่าไปจริงๆ พวกเราก็ค่อนข้างโชคดีแล้วนะ มาสัมภาษณ์กันในร้านกาแฟ แอร์เย็นๆ สบายจะตาย (หัวเราะ)”
มาอยู่เชียงใหม่ตั้งใจมาเขียนหนังสือด้วยหรือเปล่า “ตั้งใจมาก เราขึ้นมาเขียนนิยาย เป็นเรื่องแรกของเราเลยให้ท้ายตัวเองเป็นพิเศษ อยากปลีกตัวออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็ตามใจตัวเอง แต่ตามใจแล้วก็อยากตั้งใจทำให้ดี โชคดีที่เพื่อนสนิทเราอยู่ที่นี่ ก็มาอาศัยพักพิงได้ เชียงใหม่เลยครบถ้วนสมบูรณ์ มีที่นอน ที่เที่ยว ที่กิน มีอา ‘รงค์ มีร้านหนังสือ โรงหนัง มีหอสมุด หอศิลป์ มีเพื่อน มีพี่ๆ น้องๆ ทุกอย่างโยงถึงกันง่าย เราว่าที่นี่มีองค์ประกอบของชีวิตที่ค่อนข้างเหมาะกับเราตอนนี้”
แสดงว่าเขียนงานได้ดีกว่าอยู่ที่อื่น “ที่อื่นไม่รู้ แต่ดีกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ในแง่การควบคุมชีวิตประจำวัน อยู่ที่นี่หิวก็ขับรถออกไปกิน ห้านาทีก็ถึง ส่วนใหญ่เขียนหนังสือก็ไม่ค่อยออกไปเจอคน แต่ถ้าวันไหนอยากเจอ โทรหากันกริ๊กเดียวอีกห้านาทีก็ได้เจอกันเลย เราว่าเมืองก็เหมือนคนนะ แต่ละเมืองก็มีบุคลิกของตัวเอง ไม่มีใครเหนือกว่าใครหรอก ขึ้นกับจังหวะและความต้องการตอนนั้นๆ เราว่าเชียงใหม่น่ารักดี มีชีวิตชีวา ถึงจะมีบางคนบอกว่าเชียงใหม่เจริญเกินไป รถเริ่มติด แต่สำหรับเราไม่ต้องคิดเลย ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ได้ เชียงใหม่ก็สบายกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราชอบมากคือดอยสุเทพ การที่เมืองๆ นึงมีภูเขาเป็นของตัวเอง เราว่าเป็นเรื่องที่ซุปเปอร์วิเศษ อย่างที่บางแสนมีทะเลเป็นของตัวเอง ธรรมชาติใหญ่ๆ แบบนี้ไม่มีที่กรุงเทพฯ ยกเว้นแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็หามุมดูยากเหลือเกิน คนกรุงเทพฯ ต้องไปยืมธรรมชาติกว้างๆ จากที่อื่น แต่อยู่ที่นี่ไม่ต้อง เราเปิดม่านออกมาแล้วเจอดอยสุเทพทุกวัน ชื่นใจมาก ดอยสุเทพไม่เคยเหมือนกันสักวัน”
ถ้าลองเปรียบเทียบเชียงใหม่เป็นผู้หญิง คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงแบบไหน “ยากว่ะ …“ (เงียบไป 30 วินาที-ทำท่าคิด) “เราว่าเชียงใหม่เป็นผู้หญิงฉลาด แล้วก็รู้จักวิธีที่จะใช้ชีวิต”
แสดงว่าชอบผู้หญิงแบบนี้ด้วยหรือเปล่า “อันนี้ไม่รู้ว่ะ อาจจะชอบก็ได้นะ” (ยิ้มเขิน ...)
**********************************
วชิรา รุธิรกนก เป็นเจ้าของนามปากกา ‘วชิรา’ เขาเกิดและโตที่กรุงเทพมหานคร เรียนชั้นอุดมศึกษาที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก่อนหน้านี้ เคยเขียนบทและกำกับละครเวที เขียนบทละครและรายการโทรทัศน์ เคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร Summer และ GM เป็นบรรณาธิการนิตยสารเฉพาะกิจของเบเกอรี่ มิวสิค 375° F และงานประจำที่เคยทำล่าสุดคือบรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร a day รวมทั้งมีพ็อคเก็ตบุ๊คเป็นของตัวเองหลายเล่ม ตั้งแต่ Stick no bill (2543) เรื่องของนกตัวหนึ่งที่หลงรักดวงจันทร์ (2544) อยู่ชั่วคราว (2544) กิน อยู่ เป็น (2545) หนังสือชื่อ 9 (2545) กระต่ายตายแล้ว! (2547) เรื่องของนกไม่มีเสียง (2548) และ หัวใช้เท้า (2548) ปัจจุบันกำลังเก็บตัวเขียนนวนิยายเรื่องแรกอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่
“ตอนนั้นที่เขียน ‘เรื่องของนกตัวหนึ่งที่หลงรักดวงจันทร์’ กำลังเศร้ามาก ยืนโง่อยู่ที่ระเบียงบ้านเห็นพระจันทร์ดวงเบ้อเริ่มเลย แล้วอยู่ๆ เครื่องบินก็บินผ่านไป เลยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเครื่องบิน บินไปหาพระจันทร์ได้ก็คงดี จากนั้นก็เริ่มพัฒนาเรื่องขึ้นมา คิดว่าเครื่องบินมันคงแข็งไป เปลี่ยนเป็นนกดีไหม ก็เขียนเรื่องนกตัวหนึ่งที่มันหลงรักพระจันทร์แต่ไม่รู้จะทำยังไง พอเขียนจบก็ไม่เศร้าเลย หลายคนอ่านแล้วเศร้าเพราะรู้สึกว่านกมันตายตอนจบ ซึ่งก็ไม่เป็นไร แต่เราไม่ได้คิดอย่างงั้น เพราะเรื่องมันหยุดตั้งแต่ตอนที่นกมันตัดสินใจว่าจะทำตามความต้องการของตัวเองแล้ว ...
“ถึงเวลานั้น ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าแล้วมั้ง” วชิรา
หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อ 14 มิถุนายน 2549 20 luglio เราอาจไม่ได้หัวเราะสิ่งเดียวกันหมายเหตุ อยากลงรูปโปสเตอร์ละครใบ้ แต่ทำไม่เป็นน่ะ ; (
เราอาจไม่ได้หัวเราะสิ่งเดียวกัน
ใครที่มีโอกาสได้ไปชมละครใบ้ (ชื่อจริงคือ ละครใบ้ในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 9-Pantomime in BKK 9) คงกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกชื่นมื่นคล้ายๆ กัน ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร เหมือนเวลาที่เราไปดูการแสดงสนุกๆ แล้วกลับบ้านด้วยยิ้มปริแก้มเหมือนๆ กัน
จินตนาการถึงเวทีโล่งๆ ในโรงละครที่อัดแน่นไปด้วยผู้ชม คนแสดงไม่พูดไม่จา (มีการส่งเสียงบ้าง แต่ไม่มาก) แต่ตั้งหน้าตั้งตา ‘เคลื่อนไหว’ ร่างกายไปมา บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบ (อาจมีเสียงดนตรีประกอบบ้างเล็กน้อย) เสียงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เป็นเสียงหัวเราะของผู้ชม เป็นระยะๆ คนจำนวนมากนั่งหัวเราะคนๆ เดียว (หรือสองสามคน) ที่กำลังทำอะไรเงียบๆ อยู่บนเวที เป็นบรรยากาศชวน ‘หวัวร่อ’ ดีใช่ไหม?
‘ความสด’ ของการแสดงละครใบ้ เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวแบบเดียวกับละครเวทีและการแสดงดนตรีสด (ในกรณีที่ร้องและเล่นจริง) ซึ่งเป็นความสดที่หาไม่ได้ในกิจกรรมการดูภาพยนตร์ (กรุณาอย่าอุตริคิดถึง ‘หนังสด’ โดยเด็ดขาด!!) หรือการดูทีวี แม้ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดก็ตาม (เพราะเราไม่สามารถสัมผัส ‘คน’ และ ‘บรรยากาศ’ ของความสดจากทีวีได้จริงๆ)
นักแสดงละครใบ้อาจต้องเผชิญความยากลำบากทางการสื่อสารกว่านักดนตรีและนักแสดงละครเวทีเล็กน้อย (หรืออาจจะมาก) เพราะกติกาสำคัญของละครใบ้คือการไม่พูด ซึ่งหมายถึงการปิดประตูความเคยชินของการสื่อสารพื้นฐานในชีวิตประจำวันของมนุษย์ขี้เหม็นอย่างเราๆ ท่านๆ ไปเรียบร้อยโรงเรียนเงียบ (แต่ก็เห็นนักแสดงหลายท่าน ‘เปล่งเสียง’ แบบไม่เป็น ‘คำ’ ประกอบการแสดงด้วยเหมือนกัน เราเลยสันนิษฐานเอาเองว่า ถ้าไม่ได้เปล่งออกมาเป็น ‘คำ’ แบบที่มี ‘ความหมาย’ ก็คงอนุโลมให้เปล่งได้ไม่อั้น ในการแสดงละครใบ้) ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สื่อสารผ่านท่าทางที่ได้ทำการตกลงความหมายไว้ล่วงหน้า-แบบที่ออกแบบไว้ให้สำหรับคนที่เป็นใบ้จริงๆ ได้ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน
การเลียนแบบท่าทางในชีวิตประจำวัน (หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน)ของนักแสดงจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างเดียวที่ใช้สื่อ ‘สาร’ กับผู้ชม (มีบ้างบางคณะใช้อุปกรณ์ประกอบ แต่ก็ไม่มากนักหรอก)
นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างใหม่ที่เราเพิ่งสังเกตเห็น ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการใช้ภาษาร่างกายในการ ‘สื่อ’ (เพราะอันนี้ใครๆ ก็รู้อยู่ว่าต้องฝึกกันมาอย่างเข้มข้น) แต่เราสนใจ ‘ความเป็นไปได้’ ในการ ‘รับสาร’ ที่เกิดท่ามกลางความเงียบงันนั้นด้วย
นักแสดงหญิงท่านหนึ่งดูเผินๆ เหมือนออกมาทำโน่นทำนี่ตลกๆ (โดยส่วนตัว เรา ‘ตีความ’ เอาเองว่าเธอกำลังประสบปัญหาต่างๆ ในการทำงานบ้าน) เรา (และผู้ชมท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน) รู้สึกขบขันกับกิริยาอาการของเธอจนเปล่งเสียงหัวเราะออกไปดังๆ หลายครั้ง… …หลายครั้ง… …และอีกหลายครั้ง... แต่...ในท่ามกลางเสียงหัวเราะกึกก้องทั่วทั้งโรงนั้น เป็นไปได้ไหมว่าเราอาจไม่ได้หัวเราะ ‘เรื่อง’ เดียวกัน...
เธออาจไม่ได้กำลังทำงานบ้าน แต่อาจกำลังทำความสะอาดสำนักงานก็ได้
ระหว่างที่ดูไปเรื่อยๆ (ละครใบ้แสดงหลายชุดหลายคณะ) เราแอบได้ยินคุณแม่ท่านหนึ่งกระซิบบอกลูกน้อยว่านักแสดงที่กำลังแสดงอยู่บนเวทีตรงหน้ากำลัง ‘ทำ’ อะไรอยู่ “ขึ้นบันไดลูก ขึ้นลิฟต์ เข้าบ้าน วางกระเป๋า สะดุดกระเป๋า กินข้าว ตกเก้าอี้ ฯลฯ” ได้ยินแม่ลูกคุยกันก็น่ารักดี แล้วบางบทบางตอน ทั้งแม่ทั้งลูกก็หัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน
เราไม่ได้ตำหนิว่าคุณแม่ท่านนั้นกำลังปิดกั้นจินตนาการของลูกน้อย ตรงกันข้าม กับรู้สึกสนุกไปกับการ ‘ตีความร่วมกัน’ ของคุณแม่คุณลูก
แค่นึกสงสัยเฉยๆ ว่าในเวลาที่พวกเขาหัวเราะไปพร้อม กันนั้น เขาหัวเราะ ‘เรื่อง’ เดียวกันหรือเปล่า
ถ้าหัวเราะเรื่องเดียวกัน...ก็ดี ถ้าหัวเราะคนละเรื่องกัน...ก็ยิ่งดี
จริงอยู่ว่าความสนุกประการหนึ่งระหว่างที่ดูละครใบ้ (นอกเหนือจากมุขตลก) คือความรู้สึกจดจ่อที่มีต่อ ‘การเดา’ ภาพที่เห็นตรงหน้าว่านักแสดงกำลังทำอะไร เมื่อไหร่ที่เดาถูก (โดยไม่ต้องมีใครบอก เสียง “อ๋อ...อออ....” ในใจจะดังขึ้นมาเอง) ความจดจ่อนั้นจะผ่อนคลายคล้ายได้รับรางวัลใหญ่หลังลุ้นผลชิงโชค แต่... เราว่าความต่างของเรื่องราวที่เดา ก็เป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน
ในความหมายของ ‘ความเป็นไปได้’ เราอาจไม่จำเป็นต้องหัวเราะเรื่องเดียวกัน
ในมุมของนักแสดง พวกเขาคงต้อง ‘ทำ’ บางสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้นบนเวที แต่ในมุมของผู้ชม เราอาจไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกับเขาก็ได้ (เหมือนที่นักอ่านไม่จำเป็นต้อง ‘คิด’ หรือ ‘ตีความ’ งานเขียนให้ ‘ตรง’ กับสิ่งที่นักเขียนพยายามจะบอก ดังที่ได้เคยยกคำของพี่โรล็องด์ บาร์ตส์มากล่าวประเดิม my space ไว้เมื่อคราวก่อนๆ โน้นแล้วว่า- The birth of the reader must be at the cost of the death of the Author.
คนทำหมดสิทธิ์ สิทธิ์ถูกโยนมาให้ตามอัธยาศัยของคนเสพ
เราคิดว่าการอ่าน ‘ความหมาย’ ผ่าน ‘เรื่องราว’ ของสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า (ไม่ว่าจะมีเรื่องหรือไม่มีเรื่องก็ตาม) เป็นกลไกสำคัญของชีวิตประจำวันที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เราต้องคอยเดาว่าในสถานการณ์แบบไหน ใครคิดอะไรอยู่ หรือในสถานการณ์แบบไหน เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร แย่กว่านั้น (หรือในทางกลับกัน อาจจะสนุกกว่า) คือ ในชีวิตประจำวันไม่มีใครคอยบอก ‘ความหมาย’ ต่างๆ เหล่านี้ให้เรา มองในแง่ดี-อาจเป็นเพราะไม่มีความหมายไหน ‘ถูกต้อง’ ในทุกมุม ทุกๆ ความหมายล้วนมีข้อบกพร่องในบางมุมเสมอ มองอีกแง่-อาจเป็นเพราะไม่มีใครยอมพูด ‘ความจริง’ กับเรา ไม่ว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ก็ตาม เราจึงต้อง ‘คาดเดา’ สิ่งต่างๆ เอาเอง
รัก ไม่รัก เบื่อ รังเกียจ ขยะแขยง บูชา อยากอยู่ใกล้ อยากอยู่ไกล... ล้วนแล้วแต่ต้อง ‘ตีความ’ เอาเองทั้งนั้น (เพราะถึงแม้จะมีคนพยายามบอกตรงๆ เราก็ยังต้อง ‘อ่าน’ ความหมายนั้นด้วยตัวเองอยู่ดี ก่อนจะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ)
คุณสมบัติของงานศิลปะที่แท้อาจคล้ายคลึงกับชีวิตก็ตรงนี้ ความเป็นไปได้อันหลากหลาย...
(ว่าแต่...เราอาจไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันก็ได้นะ ; )
หลังจากชมละครใบ้ คุณดุนดูจะติดอกติดใจ ‘การสื่อสารไร้เสียง’ เป็นอันมาก (อาจเป็นเพราะคุณดุนเห็นตัวอย่างการพูดไม่เข้าท่าจากท่านผู้นำมาเยอะ-ล่าสุดก็เรื่อง ‘ผู้มีบารมี’ นั่นไง) คุณดุนจึงชักชวนคุณวชิราให้ทดลองสื่อสารผ่านความเงียบดูบ้าง (เผื่อจะได้ทางออกที่ดีนำไปเสนอท่านผู้นำ) บทสนทนาทดลองของทั้งสองคนจึงออกมาในรูปนี้ ดุน: ………………….. ………………. ……………………….. ………………………………………………. วชิรา: (เล่นด้วย) .................................................. ดุน: ……………………………………………………………….. ……………………………………. ………………….. …… วชิรา: ………………………………………………………………... ………………………………………………………………… ………… …………………………………………………….. ดุน: …………………………………………. วชิรา: ……………………………… ……………………………….. ดุน: ………………………………………………………………… …………………… …………………. ……………………… ……. …………………………………………………………. วชิรา: พอเหอะ ใครจะอ่านรู้เรื่อง (วะ) (จบ) 27 giugno อันว่าสรรพนามนี้มีคุณ (กับผม)อันว่าสรรพนามนี้มีคุณ (กับผม)
หกวันผ่านไป __ประสบปัญหาคิดไม่ออก ปัญหาที่ปกติไม่ต้องคิดถึงมันบ่อยนักในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่คนเรามักมีระบบอัตโนมัติสำหรับสิ่งนี้ เราถูกสั่งและสอนกันมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วว่า ‘ควรจะ’ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ในสถานการณ์เช่นนั้นเช่นนี้ ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดโกงชาติกินเมือง หรือหวิวหวามวาบไหวใต้สะดือแต่อย่างใด ก็แค่ปัญหาเรื่องการเลือกใช้ ‘สรรพนาม’ แทนตัวเอง
ปกติเวลาที่__เขียนคอลัมน์ตามหน้านิตยสาร ถ้าเลือกแล้วว่าจะมองจากมุมตัวเอง ก็ใช้ ‘ผม’ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ติดขัดอะไรนัก (แต่เริ่มติดขัดบ้างในช่วงหลังๆ พยายามใช้ให้น้อยลง เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันดูหมกมุ่นกับตัวเองเกินไป) การใช้ ‘ผม’ ทำให้เกิดระยะห่างที่พอดีๆ ในพื้นที่ที่เป็นสาธารณะ (บ้างเรียกระยะห่างนั้นว่า ‘ความสุภาพ’) ขณะเดียวกันก็ถูกใช้แพร่หลายเป็นความหมายแสดงเพศชายกลางๆ (ไม่ใช่เพศของชายกลาง!) เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่อง ‘สถานะ’ หรือ ‘ระดับชั้น’ ในสังคม หมายความว่าถ้าเป็นเพศชาย เวลาเจอคนแปลกหน้า ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ ‘ผม’ ไว้ก่อน อย่างไรเสียก็ไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่างจากเพศหญิงซึ่งการเลือกใช้สรรพนามแทนตัวเองนั้นน่าจะลำบากใจกว่าในชีวิตจริง เพราะถูกบังคับทางอ้อมๆ (หรือตรงหว่า?) ให้จำเป็นต้องเลือกใช้สรรพนามในตัวเลือกที่ดันมีให้ไม่มากนัก—ฉัน ดิฉัน หนู กู เดี๊ยน อะฮั้น อิชั้น เค้า (นึกออกเท่านี้)
__คิดไม่ตกจริงๆ ทั้งที่เวลาพูดกลับไม่มีปัญหามากนัก เรามีระบบอัตโนมัติที่จะเลือกใช้คำแทนตัวเองในชีวิตประจำวัน (ดังที่เกริ่นไปแล้วข้างต้น) เรารู้ว่าเมื่อไหร่จะใช้ ผม (ใช้กับคนไม่สนิทและผู้หลักผู้ใหญ่ กับอีกทีก็ใช้กับเพื่อนที่สนิทมาก อันนี้ต้องฟังน้ำเสียงประกอบ) กู (ใช้กับ ‘พวกมึง’ นั่นแหละ) ชั้น (ใช้กับพี่และน้อง หมายเหตุ ชอบเรียกน้องว่า ‘แก’ ฟังดูน่ารักดี) โจ้ (ส่วนใหญ่ใช้กับญาติที่โตกว่าหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้สึกราวกับว่าเป็นญาติสนิท) ลูก (ใช้กับพ่อแม่) พี่ (ใช้กับน้อง และใช้กับคนที่มั่นใจว่าอายุน้อยกว่าแน่ๆ (เช่น น้องพลับ) ที่จริงไม่ค่อยชอบใช้เท่าไหร่ เพราะมันแสดง ‘สถานะ’ ที่ดู ‘สูง’ กว่าผู้ฟังโดยคำนึงถึงลำพัง ‘ตัวเลขอายุ’ เป็นหลัก) หนู (เคยได้ยินเพื่อนเพศชายบางคนใช้แทนตัวเองเวลาคุยกับพ่อแม่ ฟังดูน่ารักดี) เค้า (อันนี้ใช้เวลาจะกวนตีน) อั๊ว (อันนี้คิดว่าไม่เคยใช้) ไอ (อันนี้ไม่เคยใช้แน่ๆ) หรือ กระทั่งคำว่า ‘เรา’ ที่ถูกนำมาใช้แทนตัวเอง (จริงๆ __ใช้คำว่า ‘เรา’ บ่อยกว่าคำอื่น เพราะชอบความหมาย เวลาใช้คำว่า ‘เรา’ ฟังดูก็คล้ายๆ ว่า อัน ‘ตัวเรา’ นั้นประกอบขึ้นจาก ‘คนอื่นๆ’ เราไม่ได้ประกอบร่างขึ้นมาเองโดดๆ เวลาใช้คำว่า ‘เรา’ เลยรู้สึกได้ถึงความสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมอยู่ในที ทั้งยังแสดงความไม่โดดเดี่ยวเกินไปนักของมนุษยชาติ)
แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้สรรพนามไหน เมื่อเทียบกันหมัดต่อหมัด จะพบว่า ‘การพูด’ ชิงออกหมัดได้ด้วย‘น้ำเสียง’ เป็นอาวุธเด็ดที่เอื้อต่อการตีความหมายและความรู้สึกในขณะนั้น ขณะที่ ‘การเขียน’ ซุ่มหมัดเด็ดที่ให้ ‘เวลา’ เหลือเฟือสำหรับ ‘จินตนาการ’ และ ‘การตีความ’ ไม่จำกัด
นอกเหนือจากเรื่องความลี้ลับซับซ้อนทางภาษา การเลือกใช้สรรพนามจึงเกี่ยวข้องโยงไยกับสถานะ, ระดับชั้น และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เคยได้ยินบางคนเล่าว่า ไม่ชอบให้คนที่ชอบเรียกเขาว่า ‘เธอ’ เพราะมันทำให้รู้สึกห่างเหิน เป็นต้น) หรือในกรณีนี้ __รู้สึกว่าถ้าใช้ ‘ผม’ จะไม่เหมาะกับพื้นที่ตรงนี้ (my space-ซึ่งจริงๆ ก็คือ space ของ msn ไม่ใช่ของเรา ‘จริงๆ’ สักหน่อย เราแค่ถูก msn กล่อมให้ตายใจว่า “นี่ไง ฉันมอบพื้นที่ส่วนตัวนี้ให้เธอนะ” แต่ในวงเล็บพูดต่อว่า “พื้นที่ส่วนตัวของเธอนะ แต่ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนรวมของทุกคนนะจ๊ะ”) ทั้งที่ก็เป็นพื้นที่ที่มีความเป็น ‘สาธารณะ’เช่นเดียวกับหน้ากระดาษในนิตยสาร แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ต่างออกไป
หรือเป็นเพราะพื้นที่มันจับต้องไม่ได้เกินไป เลยพานให้รู้สึกกับพื้นที่ตรงนี้ไม่เหมือนกับหน้ากระดาษ ถ้าความรู้สึกที่ว่านี้เป็นจริง เป็นไปได้หรือไม่ว่า การเลือกใช้สรรพนามจึงขึ้นอยู่กับว่า เรา ‘ให้ค่า’ พื้นที่ตรงนี้อย่างไร (เงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากตัวหนังสือที่ท่านเขียน)
อย่างไรเสียก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้น่าหงุดหงิดรำคาญใจ กลับกัน__กลับคิดว่าเป็นความบกพร่อง(ทางภาษา)โดยสุจริตคิดไม่ถึง และแสดงการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าของวัฒนธรรมผ่านการใช้ภาษา ส่อเค้าการค้นหาความหมายทางวัฒนธรรม*บางประการ ที่สนุกสนานกว่าลำพังการใช้ I และ YOU เป็นไหนๆ ความไม่ครอบคลุมเหล่านี้ก่อให้เกิดหน่อความคิดแตกยอดออกไปหลากหลาย ไม่แน่ว่าวันหนึ่งท่านผู้รู้ทางภาษาอาจกำหนดสรรพนามใหม่ๆ ให้เราๆ ท่านๆ ได้ช้อปเอามาใช้สอย (หรือใครจะสละเวลาคิดเล่นไว้ใช้เองก็น่าสนใจ) มือใหม่ของ msn space อย่างข้าพเจ้ายังคิดอะไรไม่ออกในตอนนี้ แต่เรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้ก็ถือได้ว่ามีคุณกับผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้สร้างความบันเทิงเริงใจและขมวดให้ปมความสงสัยแน่นขึ้นกว่าเก่า (จนกระผมเริ่มสงสัยต่อว่าชนชาติอื่นๆ เขาใช้สรรพนามกันอย่างไร?) และทำให้ msn space ครั้งที่สองนี้สำเร็จได้ในที่สุด นับจากนี้ ผมคงจะใช้สรรพนามเปลี่ยนไปตามกำลังของใจและอารมณ์ (เหมือนกับที่บางวันเราก็พูดเพราะ แต่บางวันก็ไม่) เพื่อให้ตัวอักษรตรงกับความรู้สึกขณะเขียนมากที่สุด
เอาล่ะ เราขอ 'ตัว' ไปตัด ‘ผม’ ก่อนนะ (ล้อเล่น)
*คำว่า ‘วัฒนธรรม’ ในที่นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ แต่อย่างใด
อู้กำเมืองหลายวันหลายกำ
เปิ้น ใช้แทน บุรุษที่หนึ่ง (เค้า) ตั๋ว ใช้แทน บุรุษที่สอง (ตัวเอง) ฮา ใช้แทน บุรุษที่หนึ่ง (กู) คิง ใช้แทน บุรุษที่สอง (มึง) อ้าย ใช้แทน พี่ผู้ชาย ปี้ ใช้แทน พี่ผู้หญิง
ตัวอย่างการใช้ หลังจากเรียนรู้สรรพนามทางเหนือตุนไว้ในกระเป๋าบ้างแล้ว คุณดุน ก็หัดเดินท่อง “เปิ้นฮักตั๋ว เปิ้นฮักตั๋ว” ไปตลอดทาง เย็นวันหนึ่ง ระหว่างออกไปเดินเล่น “เปิ้นฮักตั๋วๆ” แถวๆ กาด (=ตลาด) เจอผู้สาวท่านหนึ่งรีบร้อนเดินจนทำของตก คุณดุนผู้หวังดีจึงก้มลงเก็บ แล้วถือของเดินตามพลางร้องตะโกนเรียก “ปี้สาว ปี้สาว ปี้สาวอย่ารีบครับ” (จบ) 26 giugno The birth of the reader...
The birth of the reader must be at the cost of the death of the Author.-Roland Barthes
“ลาก่อน”-วชิรา
“เฮ้ย...แล้วใครจะรดน้ำต้นไม้”-ดุน มหาจำปาเทศ
20 giugno (ทดสอบ)ว.: โหล โหล ทดสอบ ทดสอบ
(ตื่นเต้นผิดปกติ)
ด.: (จะตื่นเต้นทำไมวะ คนเขาเล่นกันทั้งโลก)
ว.: (ทำเป็นไม่สนใจ) ทดสอบ ทดสอบ ทดสอบแล้วเปลี่ยน
ด.: (เอาวะ เปลี่ยนก็เปลี่ยน) ทดสอบ ทดสอบ
ว.: เฮ้ย จะตื่นเต้นทำไม
ด.: โหล โหล....
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
|
|
|