| Profilo di i'm(กำลังก่อสร้าง)FotoBlogElenchi | Guida |
|
27 giugno อันว่าสรรพนามนี้มีคุณ (กับผม)อันว่าสรรพนามนี้มีคุณ (กับผม)
หกวันผ่านไป __ประสบปัญหาคิดไม่ออก ปัญหาที่ปกติไม่ต้องคิดถึงมันบ่อยนักในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่คนเรามักมีระบบอัตโนมัติสำหรับสิ่งนี้ เราถูกสั่งและสอนกันมาแต่อ้อนแต่ออกแล้วว่า ‘ควรจะ’ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ในสถานการณ์เช่นนั้นเช่นนี้ ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดโกงชาติกินเมือง หรือหวิวหวามวาบไหวใต้สะดือแต่อย่างใด ก็แค่ปัญหาเรื่องการเลือกใช้ ‘สรรพนาม’ แทนตัวเอง
ปกติเวลาที่__เขียนคอลัมน์ตามหน้านิตยสาร ถ้าเลือกแล้วว่าจะมองจากมุมตัวเอง ก็ใช้ ‘ผม’ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ติดขัดอะไรนัก (แต่เริ่มติดขัดบ้างในช่วงหลังๆ พยายามใช้ให้น้อยลง เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันดูหมกมุ่นกับตัวเองเกินไป) การใช้ ‘ผม’ ทำให้เกิดระยะห่างที่พอดีๆ ในพื้นที่ที่เป็นสาธารณะ (บ้างเรียกระยะห่างนั้นว่า ‘ความสุภาพ’) ขณะเดียวกันก็ถูกใช้แพร่หลายเป็นความหมายแสดงเพศชายกลางๆ (ไม่ใช่เพศของชายกลาง!) เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่อง ‘สถานะ’ หรือ ‘ระดับชั้น’ ในสังคม หมายความว่าถ้าเป็นเพศชาย เวลาเจอคนแปลกหน้า ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ ‘ผม’ ไว้ก่อน อย่างไรเสียก็ไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่างจากเพศหญิงซึ่งการเลือกใช้สรรพนามแทนตัวเองนั้นน่าจะลำบากใจกว่าในชีวิตจริง เพราะถูกบังคับทางอ้อมๆ (หรือตรงหว่า?) ให้จำเป็นต้องเลือกใช้สรรพนามในตัวเลือกที่ดันมีให้ไม่มากนัก—ฉัน ดิฉัน หนู กู เดี๊ยน อะฮั้น อิชั้น เค้า (นึกออกเท่านี้)
__คิดไม่ตกจริงๆ ทั้งที่เวลาพูดกลับไม่มีปัญหามากนัก เรามีระบบอัตโนมัติที่จะเลือกใช้คำแทนตัวเองในชีวิตประจำวัน (ดังที่เกริ่นไปแล้วข้างต้น) เรารู้ว่าเมื่อไหร่จะใช้ ผม (ใช้กับคนไม่สนิทและผู้หลักผู้ใหญ่ กับอีกทีก็ใช้กับเพื่อนที่สนิทมาก อันนี้ต้องฟังน้ำเสียงประกอบ) กู (ใช้กับ ‘พวกมึง’ นั่นแหละ) ชั้น (ใช้กับพี่และน้อง หมายเหตุ ชอบเรียกน้องว่า ‘แก’ ฟังดูน่ารักดี) โจ้ (ส่วนใหญ่ใช้กับญาติที่โตกว่าหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้สึกราวกับว่าเป็นญาติสนิท) ลูก (ใช้กับพ่อแม่) พี่ (ใช้กับน้อง และใช้กับคนที่มั่นใจว่าอายุน้อยกว่าแน่ๆ (เช่น น้องพลับ) ที่จริงไม่ค่อยชอบใช้เท่าไหร่ เพราะมันแสดง ‘สถานะ’ ที่ดู ‘สูง’ กว่าผู้ฟังโดยคำนึงถึงลำพัง ‘ตัวเลขอายุ’ เป็นหลัก) หนู (เคยได้ยินเพื่อนเพศชายบางคนใช้แทนตัวเองเวลาคุยกับพ่อแม่ ฟังดูน่ารักดี) เค้า (อันนี้ใช้เวลาจะกวนตีน) อั๊ว (อันนี้คิดว่าไม่เคยใช้) ไอ (อันนี้ไม่เคยใช้แน่ๆ) หรือ กระทั่งคำว่า ‘เรา’ ที่ถูกนำมาใช้แทนตัวเอง (จริงๆ __ใช้คำว่า ‘เรา’ บ่อยกว่าคำอื่น เพราะชอบความหมาย เวลาใช้คำว่า ‘เรา’ ฟังดูก็คล้ายๆ ว่า อัน ‘ตัวเรา’ นั้นประกอบขึ้นจาก ‘คนอื่นๆ’ เราไม่ได้ประกอบร่างขึ้นมาเองโดดๆ เวลาใช้คำว่า ‘เรา’ เลยรู้สึกได้ถึงความสงบเสงี่ยมและอ่อนน้อมอยู่ในที ทั้งยังแสดงความไม่โดดเดี่ยวเกินไปนักของมนุษยชาติ)
แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้สรรพนามไหน เมื่อเทียบกันหมัดต่อหมัด จะพบว่า ‘การพูด’ ชิงออกหมัดได้ด้วย‘น้ำเสียง’ เป็นอาวุธเด็ดที่เอื้อต่อการตีความหมายและความรู้สึกในขณะนั้น ขณะที่ ‘การเขียน’ ซุ่มหมัดเด็ดที่ให้ ‘เวลา’ เหลือเฟือสำหรับ ‘จินตนาการ’ และ ‘การตีความ’ ไม่จำกัด
นอกเหนือจากเรื่องความลี้ลับซับซ้อนทางภาษา การเลือกใช้สรรพนามจึงเกี่ยวข้องโยงไยกับสถานะ, ระดับชั้น และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เคยได้ยินบางคนเล่าว่า ไม่ชอบให้คนที่ชอบเรียกเขาว่า ‘เธอ’ เพราะมันทำให้รู้สึกห่างเหิน เป็นต้น) หรือในกรณีนี้ __รู้สึกว่าถ้าใช้ ‘ผม’ จะไม่เหมาะกับพื้นที่ตรงนี้ (my space-ซึ่งจริงๆ ก็คือ space ของ msn ไม่ใช่ของเรา ‘จริงๆ’ สักหน่อย เราแค่ถูก msn กล่อมให้ตายใจว่า “นี่ไง ฉันมอบพื้นที่ส่วนตัวนี้ให้เธอนะ” แต่ในวงเล็บพูดต่อว่า “พื้นที่ส่วนตัวของเธอนะ แต่ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนรวมของทุกคนนะจ๊ะ”) ทั้งที่ก็เป็นพื้นที่ที่มีความเป็น ‘สาธารณะ’เช่นเดียวกับหน้ากระดาษในนิตยสาร แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ต่างออกไป
หรือเป็นเพราะพื้นที่มันจับต้องไม่ได้เกินไป เลยพานให้รู้สึกกับพื้นที่ตรงนี้ไม่เหมือนกับหน้ากระดาษ ถ้าความรู้สึกที่ว่านี้เป็นจริง เป็นไปได้หรือไม่ว่า การเลือกใช้สรรพนามจึงขึ้นอยู่กับว่า เรา ‘ให้ค่า’ พื้นที่ตรงนี้อย่างไร (เงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากตัวหนังสือที่ท่านเขียน)
อย่างไรเสียก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้น่าหงุดหงิดรำคาญใจ กลับกัน__กลับคิดว่าเป็นความบกพร่อง(ทางภาษา)โดยสุจริตคิดไม่ถึง และแสดงการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าของวัฒนธรรมผ่านการใช้ภาษา ส่อเค้าการค้นหาความหมายทางวัฒนธรรม*บางประการ ที่สนุกสนานกว่าลำพังการใช้ I และ YOU เป็นไหนๆ ความไม่ครอบคลุมเหล่านี้ก่อให้เกิดหน่อความคิดแตกยอดออกไปหลากหลาย ไม่แน่ว่าวันหนึ่งท่านผู้รู้ทางภาษาอาจกำหนดสรรพนามใหม่ๆ ให้เราๆ ท่านๆ ได้ช้อปเอามาใช้สอย (หรือใครจะสละเวลาคิดเล่นไว้ใช้เองก็น่าสนใจ) มือใหม่ของ msn space อย่างข้าพเจ้ายังคิดอะไรไม่ออกในตอนนี้ แต่เรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้ก็ถือได้ว่ามีคุณกับผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้สร้างความบันเทิงเริงใจและขมวดให้ปมความสงสัยแน่นขึ้นกว่าเก่า (จนกระผมเริ่มสงสัยต่อว่าชนชาติอื่นๆ เขาใช้สรรพนามกันอย่างไร?) และทำให้ msn space ครั้งที่สองนี้สำเร็จได้ในที่สุด นับจากนี้ ผมคงจะใช้สรรพนามเปลี่ยนไปตามกำลังของใจและอารมณ์ (เหมือนกับที่บางวันเราก็พูดเพราะ แต่บางวันก็ไม่) เพื่อให้ตัวอักษรตรงกับความรู้สึกขณะเขียนมากที่สุด
เอาล่ะ เราขอ 'ตัว' ไปตัด ‘ผม’ ก่อนนะ (ล้อเล่น)
*คำว่า ‘วัฒนธรรม’ ในที่นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ แต่อย่างใด
อู้กำเมืองหลายวันหลายกำ
เปิ้น ใช้แทน บุรุษที่หนึ่ง (เค้า) ตั๋ว ใช้แทน บุรุษที่สอง (ตัวเอง) ฮา ใช้แทน บุรุษที่หนึ่ง (กู) คิง ใช้แทน บุรุษที่สอง (มึง) อ้าย ใช้แทน พี่ผู้ชาย ปี้ ใช้แทน พี่ผู้หญิง
ตัวอย่างการใช้ หลังจากเรียนรู้สรรพนามทางเหนือตุนไว้ในกระเป๋าบ้างแล้ว คุณดุน ก็หัดเดินท่อง “เปิ้นฮักตั๋ว เปิ้นฮักตั๋ว” ไปตลอดทาง เย็นวันหนึ่ง ระหว่างออกไปเดินเล่น “เปิ้นฮักตั๋วๆ” แถวๆ กาด (=ตลาด) เจอผู้สาวท่านหนึ่งรีบร้อนเดินจนทำของตก คุณดุนผู้หวังดีจึงก้มลงเก็บ แล้วถือของเดินตามพลางร้องตะโกนเรียก “ปี้สาว ปี้สาว ปี้สาวอย่ารีบครับ” (จบ) Commenti (29)Per aggiungere un commento, accedi con il tuo Windows Live ID (se utilizzi Hotmail, Messenger o Xbox LIVE possiedi già un Windows Live ID). Accedi Non hai ancora un Windows Live ID? Registrati
RiferimentiL'URL di riferimento per questo intervento è: http://iamvajira.spaces.live.com/blog/cns!D825F6465FBC88BA!126.trak Blog che fanno riferimento a questo intervento
|
|
|