Profilo di i'm(กำลังก่อสร้าง)FotoBlogElenchi Strumenti Guida

Blog


29 luglio

ความฝัน หนังสือ และการเดินทาง: บทสัมภาษณ์ใน HIP

 

นิตยสาร HIP สัมภาษณ์ไว้เมื่อตอนที่มาถึงเชียงใหม่ใหม่ๆ

(ฉบับที่ว่าด้วยเรื่อง 'ความฝัน')

 

HIP เป็นนิตยสารสำหรับแจกในเชียงใหม่ ที่หน้าตาเหมือนขายมากๆ ดำเนินงานโดยพี่โหน่ง-สมชาย ขันอาษา (คอเพลงน่าจะรู้จักดี)

หนังสือออกมาแล้ว เลยขอเอาบทสัมภาษณ์มาแปะเก็บไว้

อ่านกันเพลินๆ เน้อ

 

เราเพิ่งทำสัมภาษณ์สั้นๆ พี่โหน่ง-สมชาย ให้ IMAGE  ถ้ามีโอกาสจะเอามาแปะให้อ่านกัน

เป็นผู้ใหญ่ที่น่าทำความรู้จักคนหนึ่งทีเดียว

 

 

 

HIP Magazine Vol. 2 No. 20 / June 2005

HIP Interview

เรื่อง: เสาวตรี ภาพ: อัจฉรี

 

 

ความฝัน หนังสือ และการเดินทาง

วชิรา รุธิรกนก 

 

          เคยมีโอกาสเจอกับเขามาครั้งหนึ่งและเคยสร้างคดีความกันเรื่องบอกทาง (ให้หลง) ในจังหวัดเชียงใหม่เอาไว้ เลยเกิดความเกร็ง (และเกรง) เล็กน้อย เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มนาม วชิรา รุธิรกนก หรือที่เรียกกันติดปากว่า โจ้-a day ได้แต่ภาวนาในใจว่าแอร์เย็นๆ ท่ามกลางอากาศร้อนระอุกลางเดือน มิถุนายน จะช่วยประทังอุณหภูมิในใจท่านได้บ้างที่ได้ทำให้บันดาลโทสะในครานั้น ขณะที่นั่งคิดเรื่อยเปื่อย ชายหนุ่มคู่กรณีมาดเซอร์ สวมเสื้อยืดลายขวาง กางเกงลูกฟูก รองเท้าผ้าใบ (เก่า) เดินเข้ามาในร้านกาแฟบริเวณ หน้าห้างสรรพสินค้าที่อยู่คู่ชาวเชียงใหม่มากว่า 10 ปี เอ่ยสวัสดีทักทายด้วยประโยคบ่นเชิงคำถาม

          “ทำไมเชียงใหม่มดเยอะจัง?”    

          ……..

          เครื่องดื่มสมู้ตตี้ เริ่มออกรสชาติ เปรี้ยวจี๊ด เราเริ่มพูดก่อน ตามด้วยสมู้ตตี้ใส่นม หวานเจี๊ยบ ช่างภาพหญิงเอ่ยตาม-“ขมจัง วชิราพูดตบท้ายถึงกาแฟร้อนในมือ ตามด้วยเสียงหัวเราะครืน สร้างบรรยากาศดีขึ้นมาได้ไม่น้อย

          “เป็นคอกาแฟหรือเปล่า?” เราถามสร้างสัมพันธไมตรีเผื่อว่าจะมีเรื่องกาแฟมาคุยกัน

          “ไม่ใช่คอกาแฟนะ แต่ติดกาแฟ ถ้ายังไม่กินวันก็ยังไม่เริ่ม แต่กินเยอะไม่ได้นะ กาแฟแรงๆ ก็กินไม่ได้ ต้องกินเบาๆ เดี๋ยวหัวใจวาย เล่าพลางบ่นอุบว่าเมื่อคืนบราซิลเตะไม่สนุก ชนะแบบไม่ประทับใจเลย

        มีคนแซวว่า มีแฟนอยู่ที่นี่หรือเปล่าถึงมาเชียงใหม่ เราถามต่อ   

       (ชายหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือทำท่าปฏิเสธรีบแก้ข่าว)

        มีข่าวตั้งแต่ก่อนมาแล้ว (หัวเราะ) เมื่อช่วงต้นปีแวะมารอบหนึ่ง หลังจากนั้นบังเอิญเจอพี่ต้อ (บินหลา สันกาลาคีรี) ที่กรุงเทพฯ แกก็อำว่า นี่คุณรู้ไหม คุณไปเชียงใหม่ ข่าวสะพัดไปทั่วว่าคุณมีเมียอยู่ที่โน่น ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มาอยู่จริงๆ จังๆ เลยนะ แค่กำลังจะขยับตัวเท่านั้นเอง ดูสิแทนที่จะได้มีจริงๆ เลยหมดกัน (หัวเราะ) มีวันนึงอาติ๋ม (ภรรยาคุณ รงค์ วงษ์สวรรค์) โทรมาที่กองบอกออะเดย์ คุยธุระเสร็จก่อนวางสายแกก็ถามน้องๆ ว่า นี่โจ้เขาจะขึ้นมาเชียงใหม่ เขามาติดสาวหรือเปล่า นี่ขนาดอาติ๋มยังถาม คิดดูสิ(ฮา)

          หลังจากที่อำกันจนสาแก่ใจทั้งสองฝ่ายจึงค่อยเริ่มเข้าสู่คำถามในเรื่อง (ทำงานบ้าง) วชิราเริ่มเล่าถึงชีวิตเริ่มต้นการทำงาน

        จบปั๊บก็เหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไป เที่ยวเล่นทำโน่นทำนี่อยู่สักพัก ยื้อจนที่บ้านเริ่มกดดันว่าทำไมไม่ไปทำงานประจำ ช่วงเวลานั้นการอธิบายระบบฟรีแลนซ์ให้คนที่บ้านเข้าใจนี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ก็เลยต้องไปหาอะไรทำ เริ่มทำงานโปรดักชั่นเฮ้าส์ บริษัทโฆษณาเล็กๆ ของรุ่นพี่ก่อน

 

ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าอยากทำงานหนังสือเลย

        “ไม่เคยคิดในหัวสมองเลย ตอนเรียนคิดแต่เรื่องหนังอย่างเดียว สนใจหนังมาก อยากทำหนัง

 

จุดพลิกผันที่เริ่มงานหนังสือ

        “เรื่องนี้มันโยงกับเรื่องสุขภาพนะ ตอนที่เรียนจบก็ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อ แต่ดันป่วยเป็นโรคถุงลมในปอดรั่ว คืออยู่ๆ ปอดก็มีรูให้ลมรั่วออกมา เข้าไปนอนโรงพยาบาลอยู่หลายวัน ตอนออกหมอก็บอกว่าห้ามดำน้ำเด็ดขาด และถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งขึ้นเครื่องบิน ตอนนั้นเลยต้องหยุดคิดเรื่องเรียนต่อ ซึ่งหลังจากที่หายแล้วก็เลยคิดว่าคงไปไหนมาไหนได้แล้วมั้ง ก็เลยไปเที่ยว ทริปแรกๆ เรานั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปสถานีบัตเตอร์เวิร์ต (Butterworth) ที่ปีนัง แล้วนั่งรถต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสิงคโปร์ แล้วก็บินกลับมา ทั้งหมดประมาณสิบกว่าวัน ทีนี้คล้ายๆ ว่าเราเป็นคนแรกๆ ในกลุ่มเพื่อนที่อุตริทำแบบนี้ พอเที่ยวกลับมาก็ตื่นเต้น คนโน้นคนนี้มาถามว่าเป็นยังไงบ้าง ก็เริ่มขี้เกียจเล่าซ้ำๆ เลยคิดว่าเดี๋ยวเขียนให้อ่านดีกว่า กะว่าไว้อ่านกันเองในหมู่เพื่อนฝูง บังเอิญช่วงนั้น พี่จี๋ (บุษกร พิชยาทิตย์) ที่ร้านหนังสือเล็กๆ ตรงถนนพระอาทิตย์ ถามว่าเรามีหนังสือทำมือไหม กำลังจะมีงานขายหนังสือ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหนังสือทำมือเลยนะ แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกัน เรากำลังเขียนอยู่พอดี งานหนังสือทำมือที่ถนนพระอาทิตย์ตอนนั้น (พ.ศ.2543) ก็เลยเป็นเดดไลน์ (Dead Line) แรกของเรา ตั้งชื่อหนังสือว่า ‘Stick No Bill’

        “ตอนนั้นทำออกมา 100 เล่ม เอาไปลองขายดูกะว่าถ้าเหลือก็จะเอาไปแจกเพื่อนกับส่งไปให้คนอื่นๆ ที่อยู่ในเรื่อง พอเอาไปวางดันขายหมดเลย ตื่นเต้น โชคดีมาก ในหนังสือของเราจะมีโปสการ์ดแนบไว้ให้คนอ่านส่งกลับมา จู่ๆ ก็มีพี่กาเหว่า (ชลลดา เตียวสุวรรณ) พี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) ส่งข้อความมาเป็นกำลังใจให้ ดีใจมาก หลังจากนั้นก็ทำเพิ่มอีกเรื่อยๆ ครั้งละ 200 เล่ม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เพิ่งครบ 2,000 เล่มไปเมื่องานสัปดาห์หนังสือคราวที่แล้ว ตอนนี้กำลังจะผลิตครั้งที่ 11 แล้ว ผลตอบรับเหล่านี้เป็นแรงขับให้เราทำงานออกมาได้เรื่อยๆ เหมือนที่อา รงค์ (วงษ์สวรรค์) บอกว่า เราเป็นนักเขียนได้เพราะว่าคนอ่านอนุญาตให้เราเป็น เราเป็นเองไม่ได้ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นกรณีเดียวกัน เราตั้งใจว่าเล่มนี้จะไม่เข้าระบบการพิมพ์ จะทำมืออย่างนี้ไปเรื่อยๆ เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ที่อยากเขียนหนังสือได้บ้าง

        “ก่อนหน้านั้น เราเขียนบทละครเวทีมาก่อน แล้วก็ไปเขียนบทละครทีวี เขียนอยู่ประมาณ 3 ปี ได้เรียนรู้งานเขียนบทจากพี่งัด (สุพล วิเชียรฉาย) เยอะมาก แต่ทำๆ ไปก็พบว่าธรรมชาติของเรากับธรรมชาติของระบบทีวีมันไม่เข้ากัน ยิ่งทำก็ยิ่งไม่มีความสุขก็เลยออก

        “หลังจากที่ทำสติ๊ก (Stick No Bill) ออกมาขาย ก็มีสำนักพิมพ์ (ระหว่างบรรทัด) ติดต่อมาชวนให้เข้าระบบพิมพ์เครื่อง เราเพิ่งกลับจากบาหลี เลยชวนเขาพิมพ์เรื่องบาหลีแทน เขาก็ใจดีตอบตกลง ระหว่างพิมพ์เรื่องบาหลี (ตั้งชื่อว่า อยู่ชั่วคราว) เราก็ไปเที่ยวดูไบต่อ ตอนนั้นชีวิตก็วนเวียนอยู่แบบนี้ เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เรียนต่อ จะเดินทางแทน

        “ช่วงนั้นก็เริ่มเขียนคอลัมน์ในนิตยสารแล้วนะ เขียนคอลัมน์หนังใน Summer ก่อน แล้วพี่หนุ่ม โตมร (ศุขปรีชา) ก็ชวนเปิดคอลัมน์ใน GM”

 

การที่เราไปเที่ยวทำให้เราได้เห็นมุมมองในเรื่องต่างๆ แหวกแนวจากคนอื่นเยอะมากไหม

        “มันก็ช่วยนะ เพราะการไปเที่ยวทำให้เราได้เห็นมากกว่าที่เราไม่ได้ไปไหน แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดของการที่ใครสักคนมีมุมมองที่ต่างออกไปหรอก การได้ออกไปข้างนอกเป็นแค่ปัจจัยเดียว มันขึ้นกับวิธีการไปเที่ยวของคนๆ นั้นด้วยนะ

 

การเป็นนักเขียนจำเป็นไหมที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเดินทาง

        “เราว่าถ้าทำได้ก็ดี แต่ก็ต้องดูเงื่อนไข เช่นถ้าเป็นคนขาเสีย เดินไปไหนไม่ได้ หมายความว่าคนนั้นเป็นนักเขียนไม่ได้หรือ เราว่ามันก็มีข้อยกเว้น การที่อา รงค์สอนว่า การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน คงหมายความว่า ในเงื่อนไขที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่างแล้วคุณมีตัวเลือกสิบตัวเลือก แทนที่จะหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ก็ควรจะออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกข้างนอกบ้าง แต่กับบางคนที่ไม่มีทางเลือกแบบนั้น ก็อาจไม่จำเป็น

 

หลังจากที่ออกพ็อกเก็ตบุ๊คแล้วได้มีโอกาสเป็นบรรณาธิการ a day โดยไม่เคยทำนิตยสารมาก่อน

        “พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) บอกว่าเลือกบอกอที่หน้าตา เราก็ปักใจเชื่ออย่างนั้นมาตลอด (หัวเราะ) เอาใหม่ๆ จริงเป็นเรื่องที่ดีใจนะ เพราะว่าเรากับพี่โหน่งก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แสดงว่าเขาเลือกเราจากงานของเรา ซึ่งระหว่างการเป็นคอลัมนิสต์หรือนักเขียน กับการเป็นบรรณาธิการมันไม่น่าจะเหมือนกัน แล้วมันก็ไม่เหมือนกันจริงๆ ก็โชคดีที่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ก่อน เราไปลองแอบเป็นบอกออยู่ 3 เดือน ตอนนั้นประมาณปี 2545

        “จบมานานมากกว่าจะมาเริ่มทำงานที่อะเดย์ จะพูดว่าเป็นคนใช้ชีวิตได้เละเทะมากก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันไม่เป็นระบบเลย คนอื่นๆ เขาทำงานไปก็ไต่เต้าไต่ตำแหน่งตามลำดับไปเรื่อยๆ ใช่ไหม แต่เราเปล่า กระโดดไปทำอันโน้นทีทำอันนี้ทำ ตามแต่จังหวะและความสนใจ ตอนที่พี่โหน่งชวนก็ปรึกษาคนเยอะมากว่าจะทำดีหรือเปล่า คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ไหม แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง คิดว่าต้องลอง

 

ตอนนั้นมอง a day ว่าเป็นยังไงบ้าง เหมาะกับตัวเองไหม

        “ไม่รู้ว่าเหมาะหรือเปล่า แต่รู้ว่าโชคดีที่ซื้ออะเดย์เก็บไว้ทุกเล่ม (หัวเราะ) เป็นคนชอบซื้อนิตยสาร พออะเดย์ติดต่อมา ก็รีบกลับบ้านไปพลิกๆ ดู เพราะบางเล่มซื้อมายังไม่ได้อ่านเลย (หัวเราะอีก)

 

บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร

        “ตื่นเต้น สนุก ทุกอย่างใหม่หมด วันแรกที่เข้าไปคุย เห็นเขาวางกระดาษปรู๊ฟกันเต็มพื้น เราก็มองว่านี่มันอะไรกันวะ ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ครั้งนึงเคยไปทำอะไรไม่รู้ที่หน้าจอจำไม่ค่อยได้แล้ว คล้ายๆ ว่าไปบอกให้เขาแก้สีหรืออะไรสักอย่าง น้องที่เป็นอาร์ทได (Art Director) ก็บอกว่า มันทำไม่ได้พี่ ต้องไปทำที่ร้านเพลต พี่โหน่งยืนอยู่ข้างๆ ก็บอกว่า เฮ้ย ใจเย็นๆ พี่โจ้ไม่เคยทำหนังสือ (หัวเราะ)

 

ความแตกต่างระหว่างการเป็นนักเขียนอิสระกับการเป็นบรรณาธิการ

        “ต่างกันที่สุดในโลก เพราะคอลัมน์นิสต์เขียนอย่างเดียว มีพื้นที่จำกัดเท่านี้ ก็มีอิสระเต็มที่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ทั้งหมดก็ต้องผ่านการคุยกับบอกอเล่มนั้นๆ มาแล้ว ผ่านการคิดคอนเซปต์คอลัมน์มาแล้ว ทุกๆ เดือนบอกอก็จะช่วยดู ว่ามันตรงตามที่คุยกันไว้ไหม ฉะนั้นถ้ามองจากภาพรวม คอลัมนิสต์จะเป็นส่วนเสี้ยวเดียวในนิตยสาร แต่บอกอคือทั้งหมด เพราะต้องควบคุม บุคลิกของนิตยสารตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย

 

หลังจากเปลี่ยนจากวงศ์ทนงมาเป็นวชิรา a day มีการปรับเปลี่ยนและขยับตัวมากน้อยแค่ไหน

        “เราคิดไว้ก่อนไปทำแล้วว่าอยากให้อะเดย์กลมขึ้น อยากให้มี มิติทางการคิดต่อเรื่องหนึ่งๆ มากขึ้น มันเป็นการไปเพิ่ม ไม่ใช่ไปแก้ ซึ่งพี่โหน่งก็เห็นพ้องด้วยทันที ส่วนเรื่องที่จะหยิบมาทำนั้นจะเป็นเรื่องในแนวทางเดิมหรือถ้าจะลองเลือกทางใหม่ๆ ที่อะเดย์ไม่เคยทำมาก่อนก็ได้ก็ยิ่งดี มันจะได้ไม่อยู่กับที่ โดยรวมก็คืออยากให้อะเดย์มีมิติในเชิงลึกมากขึ้น แต่ทำไปๆ กลับมีผู้อ่านบางคนบอกว่า เนื้อหามันเบาลง พวกเราก็เกากบาลกันแกรกเลย มันจะเบาลงได้ยังไง ขนาดเรายังทำงานหนักขึ้นเลย เคยคิดกันเล่นๆ ว่าสงสัยคงอ่านหนังสือคนละตัวกัน (หัวเราะ) แต่ที่สุดแล้วก็ต้องเคารพคนอ่าน ถ้าเขาคิดอย่างนั้นก็ต้องยอมรับ ที่แปลกกว่านั้นคือ ทำเรื่องยากขึ้น แต่วัยของคนอ่านกลับเด็กลง ก็เป็นสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ แต่ยังไงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับสารที่เราอยากบอกแต่เนิ่นๆ

 

คิดนานไหมกว่าจะลาออก 

        “(ตอบทันที) นาน คิดอยู่เป็นปีเลยนะ อะเดย์เป็นทั้งบ้านและโรงเรียนที่ดี เราชอบทำงานที่นั่นนะ สนุกดี แต่ย้อนไปตอนที่รับปากมาทำงานใหม่ๆ ก็เคยคุยกับพี่เขาว่าจะเป็นบอกอ 2 ปีแน่ๆ เพราะเราเป็นคนอยู่ไม่ค่อยติดที่ เลยสัญญากันไว้ให้สบายใจทั้งสองฝ่าย แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยว่ากัน พอครบสองปีก็ขยับให้ทรงกลด (บางยี่ขัน) มาทำต่อ ช่วงนั้นเราก็ยังช่วยดูอยู่ ยังเป็นบอกออำนวยการ ดูแลโน่นนี่ จิปาถะ จนถึงตอนนี้ก็คิดว่าถึงเวลาที่จะออกมาผจญภัยนอกบ้านบ้างแล้ว

 

เพราะรักความอิสระหรือเปล่า

        “ไม่ได้คิดขนาดนั้น (ลากเสียงยาว) ก็แค่อยากผจญภัยบ้าง

 

เคยคิดนิตยสารที่เป็นแบบของตัวเองไว้บ้างหรือเปล่า

        “ตอนแรกไม่เคย แต่ตอนนี้เคยแล้ว มีภาพอยู่ในหัวชัดเจนมาก ชัดจนนอนไม่หลับเลยนะ คนที่เคยทำนิตยสารอาจรู้สึกคล้ายๆ กันว่ามันติด มันสนุก เราชอบ ความรู้สึกของการทำนิตยสารนะ แต่คิดว่ายังไม่ค่อยสนิทใจกับ ระบบเวลาของมันเท่าไหร่ เพราะมันวนซ้ำๆ กันทุกเดือน เดี๋ยวเปิดเล่ม เดี๋ยวปิดเล่ม เดี๋ยวเปิดเล่มอีกแล้ว ซึ่งมันก็เป็นกติกาที่ต้องยอมรับให้ได้ นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว มันเป็นเรื่องสนุกทั้งนั้น ทั้งได้คิด ได้เขียน ได้แก้ปัญหา ยิ่งถ้าไม่โดนเรื่องการตลาดมาบล็อกเนื้อหาก็จะยิ่งสบายตัวขึ้น แต่ก็นั้นแหละ มีแต่ความคิดก็ใช่ว่าจะได้ทำได้ง่ายๆ นะ การเกิดของนิตยสารใหม่หนึ่งเล่มมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก

 

มองวงการนิตยสารในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร

        “เราว่ามันคึกคักนะ หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี แต่ทำไมนิตยสารหัวใหม่เต็มแผงไปหมด ทั้งหัวนอกหัวใน ก็แปลกดี

 

คึกคักแล้วดีไหม

         "รู้สึกว่ามันซ้ำๆ กันไปหน่อย นิตยสารหัวนอกเข้ามาเยอะก็จริง แต่ก็เป็นหมวดหมู่คล้ายๆ กัน เนื้อหาก็ไม่ต่างกันมาก นิตยสารผู้หญิงก็ผู้หญิงๆๆๆๆถ้าเป็นนิตยสารดาราก็ดาราๆๆๆๆ เห็นแล้วก็น่าเป็นห่วงแทน ไม่รู้ว่าบ้านเรามีคนอ่านมากขนาดนั้นหรือเปล่า ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องธุรกิจหนังสือก็ต้องมองเรื่องเอเจนซี่ (Agency) โฆษณาด้วย เพราะเราก็รู้กันอยู่ว่านิตยสารส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยเม็ดเงินจากโฆษณา พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ก็ชวนให้สงสัยว่าเอเจนซี่จะมีแรงอุปถัมภ์สิ่งเหล่านี้ในระยะยาวไหม"

 

มีฮีโร่ในใจหรือเปล่า

        “เออ แบทแมน (หัวเราะ) ตอบไม่ถูกเลย ชอบหลายคนมาก พูดไม่หมดหรอก เราว่าโลกนี้มีคนที่น่ายกย่องเทิดทูนเยอะมากๆ แต่แบทแมนนี่ก็ชอบจริงๆ นะ

 

แล้วตอนนี้ได้ทำที่อยากทำครบรึยัง

        “เคยอยากลองสอนหนังสือก็ได้สอนแล้ว ช่วงเทอมที่ผ่านมาได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่ม.บู (มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน) โห! ตอนสอนสนุกมาก แต่ตอนออกข้อสอบไม่สนุกเท่าไหร่ ยิ่งตอนตรวจยิ่งไม่สนุก (นึก) ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำนะ เล่นดนตรี ทำเพลง หนังก็ยังอยากทำ แต่อย่าเพิ่งถามว่าแนวไหน เพราะยังไม่ได้คิด ตอนนี้ขอคิดว่าอยากสื่อสารเรื่องอะไรก่อน เดี๋ยวแนวมันจะตามมาทีหลัง

 

สิ่งที่ได้ถ่ายทอดให้นักศึกษาคืออะไร

        “เราว่าเรื่อง ทัศนคติ สำคัญที่สุด คนหนุ่มสาวจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้างสำหรับการเรียนรู้ในทุกๆ เรื่องแล้วอย่างอื่นมันจะตามมาเอง อย่าเพิ่งรีบร้อนใจแคบ เราว่าเรื่องเทคนิควิธีการทำนิตยสารมันไม่ยากเลย แต่ทัศนคติของการทำนิตยสารให้ดีนี่สิยาก ทำยังไงเราจึงสื่อ สารที่เหมาะสม ยิ่งเดี๋ยวนี้ธุรกิจนิตยสารมันแยกไม่ขาดจากเรื่องการตลาด เป็นกติกาพื้นฐานอีกข้อที่ต้องยอมรับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการตลาดคือพระเจ้าที่กำหนดทุกอย่างนะ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ใครสามารถเล่นในกติกานี้ได้สวยงามกว่ากัน เรื่องพวกนี้ไม่มีสอนในตำราหรอก บอกอเก่งๆ หลายคนใช้เวลาเรียนรู้ตลอดชีวิต เราเพิ่งทำงานได้สามปีกว่าๆ ก็แนะได้แค่ว่าเปิดใจกว้างๆ เข้าไว้ ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไป อีกหน่อยก็จะเรียนรู้เองได้

 

มีหลายคนฝันอยากทำงานในสายงานบรรณาธิการ และการเป็นนักเขียน

        “เราถือว่าเราโชคดีมากที่ได้รับโอกาส เพราะไม่เคยฝันแบบนี้มาก่อน ทุกอย่างมันดำเนินไปตามจังหวะของมันเอง แต่เราเป็นคนเชื่อเรื่องการทำงานหนัก เชื่อว่าทำงานหนักแล้วจะดี ส่วนความฝันก็รักษาไว้ในฐานะที่มันเป็นเป้าหมาย ที่จริงเราไม่ค่อยมีเป้าหมาย จำได้ว่าเคยบอกว่าอยากตายอย่างสงบ อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นให้มีปัญหาน้อยที่สุด เพราะไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย ปกติเราแค่รู้ว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร ก็สำคัญมากแล้วสำหรับเรา

        “เราคิดว่าเวลาพูดถึง ความฝันจะพูดถึงมันโดดๆ ไม่ได้ เพราะมีองค์ประกอบอื่นอยู่ด้วย เราจำเป็นต้องรู้ว่ากำลังพูดกับใคร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เพราะแต่ละที่แต่ละวัยก็มองเรื่องความฝันไม่เหมือนกัน การที่พูดว่า เรามาฝันกันเถอะ แล้วจบ เราว่ามันตื้นเกินไป มันง่ายเกินไป แล้วมันก็ไม่รับผิดชอบเกินไป ความฝันมันตามมาด้วยความรับผิดชอบกับสิ่งที่ฝันนะ เพราะทุกคนจะฝันอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ก็ฝันถึงฐานะ ชื่อเสียง หรืออาชีพในแบบที่ตัวเองอยากได้ แต่คำถามคือ ฝันแล้วไงล่ะ? เราว่าวิธีที่ไปสู่ความฝัน น่าสนใจกว่าตัวความฝันเองอีก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีอีกหลายปัจจัยมากที่เกี่ยวข้อง จังหวะ เวลา โอกาส ลมฟ้าอากาศ น้ำขึ้นน้ำลง โอย...เยอะแยะ

        “ความฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องเบาบาง มันง่ายมากที่จะแห่ฝันตามๆ กัน อยากทำหนังครับ แล้วยังไง อยากทำหนังแล้วทำอะไรล่ะ หลังๆ เริ่มได้ยินคนบอกว่าอยากรวย แต่ไม่อยากทำงาน อย่างนี้เรียกว่าความฝันไหม แล้วมีอาชีพอะไรบ้างล่ะที่รวยแต่ไม่ต้องทำงาน ลองลิสต์ใส่กระดาษดูก็ได้ มีไม่กี่อาชีพหรอก

 

มองวัยรุ่นยุคนี้เป็นยังไงบ้าง

        “หมายถึงวัยรุ่นที่ไหนล่ะ กลุ่มที่เราเห็นๆ กันอยู่ตามห้างสรรพสินค้าหรือตามหน้ามหาวิทยาลัยนี่เป็นส่วนน้อยนะ ประเทศเรามีวัยรุ่นตามที่อื่นๆ เราไม่เห็นอีกเยอะ แต่ถ้าจะพูดเท่าที่เห็น เราก็ว่า เออ...มันดี กล้าดี พลังเยอะ วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่พลังเยอะอยู่แล้ว หนุ่มสาวยุคไหนก็พลังเยอะทั้งนั้น แต่ยุคนี้อาจจะกระจัดกระจายไปหน่อย พลังมันเลยไม่รวมกัน ไม่ถูกใช้ไปจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งก็สะท้อนหน้าตาของยุคสมัยนั่นแหละ

        “พอกระจัดกระจายก็ไม่มีพลังกลุ่ม พอไม่มีพลังกลุ่มก็จำเป็นต้องหาอะไรยึดเหนี่ยว แล้วคนวัยนี้จะให้เหนี่ยวอะไรล่ะ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็มักหมกมุ่นและทนทุกทรมานกับเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องแฟน เรื่องกิ๊ก ยิ้มให้อย่างนี้แปลว่าเขาต้องชอบฉันแน่เลย ถึงเธอจะเลวแค่ไหนแต่ฉันก็ยอม เพราะฉันรักเธอมาก อะไรแบบนี้ เราไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องต้องห้ามนะ สนับสนุนให้มีด้วยซ้ำ แต่จำเป็นต้องรู้ว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน และต้องใช้ความสามารถในการทำความเข้าใจสูง

        “ทุกคนกำลังไหลเวียนอยู่ในระบบที่มันดุเดือด ทำให้ต้องดิ้นรนสุดขีดในการเอาตัวให้รอด ซึ่งก็พวกผู้ใหญ่นั่นแหละพาไป เด็กๆ จะทำอะไรได้ ผู้ใหญ่บางพวกก็มีหน้าที่ออกกฎ ซึ่งเราว่ามันมักง่ายเกินไป เห็นอะไรไม่เข้าหูเข้าตาก็ห้าม เอะอะก็ห้าม ห้ามโดยที่เอากรอบวัฒนธรรมที่ค่อนข้างสำเร็จรูปแล้วมาอ้าง ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เอาล่ะ อย่าคุยเรื่องนี้ดีกว่า (หัวเราะ)  

 

แล้วทำยังไงให้รักษาความฝันเอาไว้

        “ความฝันสำหรับเรามันเหมือนชวนกันไปกินข้าวร้านอร่อยน่ะ วันนี้คิดถึงร้านนี้ก็ไปร้านนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนร้านหรือกลับไปร้านเดิม หรืออาจจะไม่นึกถึงร้านไหนเลย แต่คนเราไม่ลืมหิวหรอก ยังไงก็ต้องกินเพราะฉะนั้นเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องรักษาอะไรกันมากมาย ถ้ามองมันในฐานะเป้าหมาย เราก็แค่ทบทวนบ่อยๆ ว่าออกนอกเส้นทางไปไหม เพราะไม่ว่าจะมีฝันหรือไม่มีฝัน ชีวิตมันก็ต้องเดินไปข้างหน้าอยู่ดี การมีความฝันก็แค่ทำให้เราได้ไปร้านที่เราต้องการ คำถามที่จริงกว่าคือคุณต้องการไปกินที่ร้านนั้นจริงๆ หรือเปล่า สิ่งจำเป็นสำหรับเราคือว่า ทุกวันนี้มีความสุขดีไหม ถ้ามีแล้วก็จบ ยังจะต้องการอะไรอีก แต่ถ้ายังไม่มีก็คงต้องมาทบทวนกันใหม่ ค้นหาเป้าหมายจริงๆ ของตัวเองให้เจอ ซึ่งจะเรียกว่า ความฝันหรือ ความอะไรก็ได้ แต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ต้องมาด้วยกัน แยกกันไม่ได้ เพราะไม่งั้นไม่มีประโยชน์

        “เราชอบมองโลกตามที่มันเป็นจริง แล้วพยายามเข้าใจมันให้ได้ พอเข้าใจได้ ก็จะเห็นเองว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุดแล้วเราก็อาจจะไม่ดีใจเกินไป ไม่โศกเศร้าเกินไป ไม่ฟูมฟายเกินไป มีชีวิตแบบพอดีๆ ถ้าเราทำงานหนักและทำงานดี งานของเราก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น พวกเราเป็นสัตว์โลกที่ซวย ช่วงหลังนี่ได้ยินบ่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มีชีวิตไม่ได้เกิดมาทำงาน มันเกิดมาทำชีวิตไปตามปกติ หิวก็ออกไปล่า น้ำท่วมก็ขนของหนี มีแต่มนุษย์นี่แหละที่ต้องทำงานเช้าเลิกดึก เราว่าตลกดี แต่ในเมื่อมันเลือกไม่ได้ เราต้องทำงานก็ทำไป เพราะว่างานจะเป็นสิ่งที่จะยังคงอยู่ตอนที่เราหายตัวไปแล้ว

 

พันปีที่แล้วอาจไม่ต้องทำนะ

        “เออๆ อาจจะใช่ หิวก็เดินเอาหินออกไปขว้าง อิ่มก็นอน ไม่ต้องเก็บ เพราะไม่มีตู้เย็น งานยังสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตในเวลานั้น แต่จะว่าไปจริงๆ พวกเราก็ค่อนข้างโชคดีแล้วนะ มาสัมภาษณ์กันในร้านกาแฟ แอร์เย็นๆ สบายจะตาย (หัวเราะ)

 

มาอยู่เชียงใหม่ตั้งใจมาเขียนหนังสือด้วยหรือเปล่า

        “ตั้งใจมาก เราขึ้นมาเขียนนิยาย เป็นเรื่องแรกของเราเลยให้ท้ายตัวเองเป็นพิเศษ อยากปลีกตัวออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็ตามใจตัวเอง แต่ตามใจแล้วก็อยากตั้งใจทำให้ดี โชคดีที่เพื่อนสนิทเราอยู่ที่นี่ ก็มาอาศัยพักพิงได้ เชียงใหม่เลยครบถ้วนสมบูรณ์ มีที่นอน ที่เที่ยว ที่กิน มีอา รงค์ มีร้านหนังสือ โรงหนัง มีหอสมุด หอศิลป์ มีเพื่อน มีพี่ๆ น้องๆ ทุกอย่างโยงถึงกันง่าย เราว่าที่นี่มีองค์ประกอบของชีวิตที่ค่อนข้างเหมาะกับเราตอนนี้

 

แสดงว่าเขียนงานได้ดีกว่าอยู่ที่อื่น

        “ที่อื่นไม่รู้ แต่ดีกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ในแง่การควบคุมชีวิตประจำวัน อยู่ที่นี่หิวก็ขับรถออกไปกิน ห้านาทีก็ถึง ส่วนใหญ่เขียนหนังสือก็ไม่ค่อยออกไปเจอคน แต่ถ้าวันไหนอยากเจอ โทรหากันกริ๊กเดียวอีกห้านาทีก็ได้เจอกันเลย เราว่าเมืองก็เหมือนคนนะ แต่ละเมืองก็มีบุคลิกของตัวเอง ไม่มีใครเหนือกว่าใครหรอก ขึ้นกับจังหวะและความต้องการตอนนั้นๆ เราว่าเชียงใหม่น่ารักดี มีชีวิตชีวา ถึงจะมีบางคนบอกว่าเชียงใหม่เจริญเกินไป รถเริ่มติด แต่สำหรับเราไม่ต้องคิดเลย ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ได้ เชียงใหม่ก็สบายกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เราชอบมากคือดอยสุเทพ การที่เมืองๆ นึงมีภูเขาเป็นของตัวเอง เราว่าเป็นเรื่องที่ซุปเปอร์วิเศษ อย่างที่บางแสนมีทะเลเป็นของตัวเอง ธรรมชาติใหญ่ๆ แบบนี้ไม่มีที่กรุงเทพฯ ยกเว้นแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็หามุมดูยากเหลือเกิน คนกรุงเทพฯ ต้องไปยืมธรรมชาติกว้างๆ จากที่อื่น แต่อยู่ที่นี่ไม่ต้อง เราเปิดม่านออกมาแล้วเจอดอยสุเทพทุกวัน ชื่นใจมาก ดอยสุเทพไม่เคยเหมือนกันสักวัน

 

ถ้าลองเปรียบเทียบเชียงใหม่เป็นผู้หญิง คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงแบบไหน

        “ยากว่ะ …“ (เงียบไป 30 วินาที-ทำท่าคิด)

        “เราว่าเชียงใหม่เป็นผู้หญิงฉลาด แล้วก็รู้จักวิธีที่จะใช้ชีวิต

 

แสดงว่าชอบผู้หญิงแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

       “อันนี้ไม่รู้ว่ะ อาจจะชอบก็ได้นะ (ยิ้มเขิน ...)

 

 

**********************************

 

วชิรา รุธิรกนก  เป็นเจ้าของนามปากกา วชิรา’  เขาเกิดและโตที่กรุงเทพมหานคร เรียนชั้นอุดมศึกษาที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก่อนหน้านี้ เคยเขียนบทและกำกับละครเวที เขียนบทละครและรายการโทรทัศน์ เคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร Summer และ GM เป็นบรรณาธิการนิตยสารเฉพาะกิจของเบเกอรี่ มิวสิค 375° F และงานประจำที่เคยทำล่าสุดคือบรรณาธิการบริหารและบรรณาธิการอำนวยการนิตยสาร a day รวมทั้งมีพ็อคเก็ตบุ๊คเป็นของตัวเองหลายเล่ม ตั้งแต่ Stick no bill (2543) เรื่องของนกตัวหนึ่งที่หลงรักดวงจันทร์ (2544) อยู่ชั่วคราว (2544) กิน อยู่ เป็น (2545) หนังสือชื่อ 9 (2545) กระต่ายตายแล้ว! (2547) เรื่องของนกไม่มีเสียง (2548) และ หัวใช้เท้า (2548) ปัจจุบันกำลังเก็บตัวเขียนนวนิยายเรื่องแรกอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

 

ตอนนั้นที่เขียน เรื่องของนกตัวหนึ่งที่หลงรักดวงจันทร์ กำลังเศร้ามาก ยืนโง่อยู่ที่ระเบียงบ้านเห็นพระจันทร์ดวงเบ้อเริ่มเลย แล้วอยู่ๆ เครื่องบินก็บินผ่านไป เลยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเครื่องบิน บินไปหาพระจันทร์ได้ก็คงดี จากนั้นก็เริ่มพัฒนาเรื่องขึ้นมา คิดว่าเครื่องบินมันคงแข็งไป เปลี่ยนเป็นนกดีไหม ก็เขียนเรื่องนกตัวหนึ่งที่มันหลงรักพระจันทร์แต่ไม่รู้จะทำยังไง พอเขียนจบก็ไม่เศร้าเลย หลายคนอ่านแล้วเศร้าเพราะรู้สึกว่านกมันตายตอนจบ ซึ่งก็ไม่เป็นไร แต่เราไม่ได้คิดอย่างงั้น เพราะเรื่องมันหยุดตั้งแต่ตอนที่นกมันตัดสินใจว่าจะทำตามความต้องการของตัวเองแล้ว ...

 

ถึงเวลานั้น ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าแล้วมั้ง

                                                                               วชิรา

 

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อ 14 มิถุนายน 2549

Commenti (13)

Attendere...
Il commento immesso è troppo lungo. Immetti un commento più breve.
Immissione non effettuata. Riprova.
Impossibile aggiungere il commento al momento. Riprova più tardi.
Per aggiungere un commento è necessaria l'autorizzazione di un genitore. Chiedi autorizzazione
I tuoi genitori hanno disattivato i commenti.
Impossibile eliminare il commento al momento. Riprova più tardi.
Hai raggiunto il numero massimo di commenti pubblicabili giornalmente. Riprova tra 24 ore.
Impossibile lasciare commenti. La funzionalità è stata disattivata perché i sistemi hanno rilevato una possibile attività di spamming dal tuo account. Se ritieni che il tuo account è stato disattivato per errore, contatta il supporto tecnico di Windows Live.
Esegui il seguente controllo di protezione per completare la pubblicazione del commento.
I caratteri digitati nel controllo di protezione devono corrispondere ai caratteri dell'immagine o della riproduzione audio.

Per aggiungere un commento, accedi con il tuo Windows Live ID (se utilizzi Hotmail, Messenger o Xbox LIVE possiedi già un Windows Live ID). Accedi


Non hai ancora un Windows Live ID? Registrati

YuNgYiNgha scritto:
รอนิยายพี่โจ้นะ
ไปอยู่เชียงใหม่แล้วเหรอ
ไม่เห็นรู้เลย (หรือรู้แล้วหว่า)
 
อ่านแล้วรู้สึกดีนะ
ได้รู้จักพี่มากขึ้น 
...แต่ยังสงสัยว่า ...พี่โจ้เนี่ย เซอร์ตรงไหนวะ
30 Ago.
Patcharapa​n Meoha scritto:
บางที...ความสุข และความฝัน...มันอาจไม่มีมูลค่าใดๆ
20 Ago.
Benjarat Wangtiprakha scritto:
update your blog (please)
.
.
or i die !?!    ;D
 
 
such a topic like... what book u read and how it inspire?
 
i belive in ur writing style,
may bring the hard things become a piece of cake,
 
then the younger people here (such as me again) that read ur blog,
will grown with reading skill together.
 
read write learn
 
anyway, keep your novel going
and wish it done as soon.
 
Fighto!
 
 
 
 
 
 
 
 
15 Ago.
Immagine di Anonimo
สป๊อกคุง ha scritto:
เขียนนิยายอยู่เหรอพี่ ดังจัง ขอให้งานออกมาดี งดงามๆ
1 Ago.
Immagine di Anonimo
ระแยม* ha scritto:
มีฮีโร่ในดวงใจไหม
 
                " เออ แบทแมน (หัวเราะ) ..... "
 
 
พื้นฐานก็ยังเป็นคนตลกอยู่นะลุง ^^*
 
ตอนแยมอ่านเรื่องนกนั่นน่ะ
คือแยมไม่ได้คิดหรอกว่านกมันตาย แยมคิดว่านกมันคงบินไปตามหาความฝันของมันหรืออะไรซักอย่าง
ได้มาอ่านที่พี่โจ้พูดถึงหนังสือเล่มนี้อีกที ทำให้นึกถึงความคิดวุ่นๆช่วงนี้
เรียนใกล้จะจบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ะว่าความฝํนของแยมน่ะมันอยู่ตรงไหน
ถ้ารู้..จะได้บินไปได้ถูกทาง
 
 
นี่มีแววว่างงานแน่ๆหนิ...
31 Lug.
Thidaratha scritto:
ขยันพิมพ์ๆจังพี่โจ้..จากเล่มจริงประมาณ2หน้าครึ่งเลยน่ะเนี้ย
 
ปล.ความฝัน กับ ความหวัง ต่างกันยังไง
..คิด แล้ว ทำ..
..คิด แล้ว ไม่ทำ..
 
etc..etc..etc..etc
31 Lug.
Immagine di Anonimo
ตั๋นเอง ha scritto:
นอกจากสัมภาษณ์แล้วยังได้ถ่ายปกด้วยนะเนี่ย...
 
อะล้อเล่นนนนน
 
จะคอยนิยายพี่โจ้อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆนะ ^^  
 
 
 
ปล.น้องตั๋นคิดถึงลุงโจ้เหมือนป้าบัวเลย
 
 
 
 
30 Lug.
Immagine di Anonimo
e_look ha scritto:
ช่วงนี้เค้าฝันร้ายง่ะ
 
สะดุ้งตื่นทุกคืนเลย
 
สงสัยเป็นเพราะ...
 
นอนคนเดียว
 
(โหมดเปลี่ยว)
 
...
 
ปล. เม้นต์ไม่ค่อยตรงกะบลอก จะโดนด่ามั้ยกู
 
ก็มีคำว่าฝันเหมือนกันแล้วไง ฮุฮุ
30 Lug.
Bua Smithha scritto:
"จะรอนิยายของคุณนะคะ"
 
ขออนุญาตไปดูแลความฝันสักครู่นะคะคุณ
 
คิดถึงเสมอค่ะ
 
(เวอร์ชั่นหวาน...ด่าดิฉันอยู่ล่ะสิ อีนี่XXX ดิฉันรู้ทัน แต่ไม่ตอบโต้ค่ะ)
30 Lug.
minano taboha scritto:
เวลาพูดถึงความฝัน ใครๆก็อยากให้มันเป็นฝันดีด้วยกันทั้งนั้น
แต่องค์ประกอบที่จะทำให้มันเป็นฝันดีได้มีเยอะแยะมากเลย --- เนอะ
 
ช่วงนี้ติ๊กฝันร้ายบ่อยๆ ทั้งที่ก็คิดดี ทำดีแล้ว
สงสัยว่าจะความฝันไว้ผิดที่ ผิดเวลา โอกาสไม่มา ความฝันเลยเหงาๆ
 
"ขอพลังจงสถิตย์อยู่กับท่าน"
 
รักษาสุขภาพนะพี่โจ้
 
 
30 Lug.
Maymé M.ha scritto:
"ความฝันมันตามมาด้วยความรับผิดชอบกับสิ่งที่ฝันนะ"
 
ชอบประโยคนี้จังเลยพี่โจ้
 
และระหว่างที่เรารับผิดชอบกับสิ่งที่ฝัน
 
เราต้องมีความสุขด้วยนะ...ไม่งั้นมันอาจจะกลายเป็นเพ้อเอาได้
 
คนเรามีความฝันก็เพื่อ ตอบสนองความต้องการ
 
คนเรามีความฝันก็เพื่อ อวดคนอื่นว่าเราทำได้
 
คนเรามีความฝันก็เพื่อ วันข้างหน้าเราจะได้มีความสุข
 
คนเรามีความฝันก็เพื่อ ให้มันเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิต
 
ขอเพียงมีความสุขบนความฝัน...ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็น "เพียงฝัน"   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
30 Lug.
Immagine di Anonimo
kaemkaem ha scritto:
อ่านแล้วก็คิดถึงเมืองไทย ถึงแม้จะร้อนอบอ้าว แต่ก็เป็นเมืองที่อบอุ่นนะ อย่างน้อยเราก็ยังอยากสร้างไมตรีให้กับคนร่วมประเทศบ้าง แม้กรุงเทพจะยุ่งวุ่นวาย แต่คนก็ยังไม่ยุ่งเหยิงเหมือนปักกิ่ง
ก็น่าแปลก ทั้งๆ ที่ก็ล้วนเป็นเมืองหลวงของประเทศด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ยังมีความต่าง
รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในเมืองเล็ก (ซึ่งเมื่อก่อนก็นึกว่าใหญ่แล้ว) ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกลัวอะไร (ยกเว้นกลัวงู)
โชคดีมากที่ได้เกิดมามีพี่มีน้อง และก็พร้อมจะนับญาติกับทุกคนที่รู้จัก ดีใจที่ได้เรียกแม่ค้าข้างถนนว่าพี่ ป้า นา อา ลุง ฯลฯ รู้สึกเหมือนญาติ ไม่ต้องกลัวถูกหลอก ดีใจจังที่โตขึ้นมาได้โดยไม่เสียคน
ว้า อยากกลับบ้าน ไม่ได้ยิ้มให้ใครมาหลายเดือนแล้วแหะ
อ่ะ ยิ้มให้หนึ่งทีสำหรับคนที่มาอ่าน
แล้วเราคงได้พบกัน
 
30 Lug.
Wanwara Sutthisakha scritto:
เฝ้ารอ เฝ้าคอยค่า จะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆค่ะพี่ สบายดีนะคะ ^^
 
ส้ม
 
 
29 Lug.

Riferimenti

L'URL di riferimento per questo intervento è:
http://iamvajira.spaces.live.com/blog/cns!D825F6465FBC88BA!180.trak
Blog che fanno riferimento a questo intervento
  • Nessuno