| Profilo di i'm(กำลังก่อสร้าง)FotoBlogElenchi | Guida |
|
06 novembre สมชายกล้าหาญ*
พี่หมี <แห่ง IMAGE> ชวนให้สัมภาษณ์พี่โหน่ง-สมชาย ขันอาษา ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่พี่โหน่งส่งน้องๆ มาสัมภาษณ์เราลง HIP ถือเป็นความโชคดีทางวิชาชีพอย่างหนึ่ง เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้มีโอกาสอันใดจะพาไปพบปะพูดคุยกับคนต่างๆ การได้นั่งคุยกัน <กว่า 3 ชั่วโมง> ช่วยให้เห็นและเข้าใจคนๆ นั้นมากขึ้น กว่าที่ได้ยินได้ฟังมาจากปากคนโน้นคนนี้ ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการ ‘เรียนรู้’ และ ‘ทำความเข้าใจ’ คนอื่น ที่นับวันจะจางหายไปทุกที
เคยบอกไว้ว่าจะเอามาลงให้อ่าน วันนี้เอามาแล้ว และได้ขออนุญาตพี่หมีเป็นที่เรียบร้อย
<ว่าแต่ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ไม่ได้ผ่านการขัดเกลาโดยบก.พี่หมี ฉะนั้นถ้ามีขัดอกขัดใจ ก็ขอน้อมรับความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ชื่อเรื่อง สมชายกล้าหาญ ก็ไม่ได้ใช้ใน IMAGE เพราะคอลัมน์ A Day in The Life เขาใช้ชื่อจริงเฉยๆ เลยขอเอามาใช้ที่นี่แทนก็แล้วกัน>
ขอเชิญรับชมตามสำราญ
A Day In The Life ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.2549
สมชายกล้าหาญ* (ยืมมาจากชื่อเพลงของอัสนี-วสันต์ โชติกุล คำร้องโดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และอัสนี โชติกุล) ภาพ อัจฉรี ถาวรประเสริฐ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้พูดเรื่อง ‘ความสุข’ เอาไว้ว่า ปีนี้เห็นทีจะต้องหาความสุขให้ตัวเองมากขึ้น จำความรู้สึกตัวเองได้ว่า ตอนนั้นเหมือนกับว่าเคร่งเครียดกับการทำงานจนชีวิตไม่ค่อยจะมีความสุขเอาเสียเลย เวลาที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ผมก็ค้นพบแล้วว่า ความสุขในชีวิตของคนเรานั้น หาได้ไม่ยากเย็นเลย สำหรับผม-ไม่ต้องไปวิ่งตามหา ไม่ต้องเสียสตางค์ซื้อ ความสุขนั้นอยู่รายรอบตัวเรานี่เอง เพียงแต่เราจะสัมผัสหยิบจับมันได้หรือเปล่าเท่านั้น?... ‘ผม’ ในข้อความข้างบนนั้นไม่ใช่ผม (วชิรา) แต่เป็นของ ‘ผม’ ที่ผมอ่านพบในนิตยสาร ชื่อบนหัวตัวโตออกเสียงได้ว่า ‘ฮิพ’ (HIP)-ชื่อเต็มว่า HIP Magazine Chiangmai ข้อความหลายบรรทัดถึง ‘ความสุข’ นั้นเขียนไว้ในหน้าบทบรรณาธิการ ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2549 ท้ายบรรทัดลงชื่อ ‘สมชาย ขันอาษา’
(chorus) Don't let your troubles make you cry Don't waste a moment wonderin why When everything goes wrong You have to go on ….And do it or die จากเพลง: DO IT OR DIE ศิลปิน: ATLANTA RHYTHM SECTION
สำหรับผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเพลงและดนตรีอย่างเหนียวแน่น ชื่อชั้นของสมชาย ขันอาษาคงไม่ต้องเสียเวลาและบรรทัดอธิบายให้ยุ่งยาก เขาเป็นนักฟังเพลงตัวยง เป็นนักวิจารณ์เพลงฝีมือเยี่ยม เป็นกำลังสำคัญของนิตยสารดนตรีระดับตำนานอย่าง ‘สีสัน’ (ดำเนินงานโดยน้า ทิวา สาระจูฑะ) ยิ่งผู้คนในแวดวงนิตยสารก็ยิ่งต้องรู้ว่าอดีตกองบรรณาธิการ ‘ลลนา’ ผู้นี้ (ยุคที่ดูแลโดย สมถวิล จรรยาวงษ์) เดินเข้าเดินออกในสถานะ ‘บรรณาธิการ’ นิตยสารมาหลายต่อหลายเล่มในช่วงสิบปี กระทั่งผู้สนอกสนใจเรื่องอาหารการกินอาจเคยผ่านตา ‘บ้านอาหารขันอาษา’ (สมัยที่ใช้ ษ สะกด) แถวถนนพหลโยธินที่เขาเคยเป็นหุ้นส่วนมาก่อน กันยายน พ.ศ.2539 สมชายตัดสินใจจากเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่นครเชียงใหม่ “ตอนนั้นภรรยา (ปู-วัฒนาวรรณ ขันอาษา) ได้งานตกแต่งภายในให้โครงการบ้านจัดสรรที่เชียงใหม่ ปูอยากมาอยู่เชียงใหม่อยู่แล้วเลยตกลงรับงาน เราไม่อยากให้เขามาอยู่คนเดียว พอเขาชวนเราก็มา พูดง่ายๆ ว่าตามเมียมานั่นเอง (หัวเราะ)” ทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปีพ.ศ. 2536 ภรรยาเป็นชาวลำปาง พ่อกับแม่ของภรรยาอยู่ลำปาง พี่สาวของภรรยาทำงานที่สนามบินเชียงใหม่ เพื่อนฝูงของภรรยาก็อยู่เชียงใหม่ ก่อนหน้านั้นภรรยาก็เคยรับงานตกแต่งภายในที่เชียงใหม่บ่อยๆ ขณะที่สมชายเป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แรกที่มาถึงเชียงใหม่ สมชายตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ เขียนเรื่องส่งไปกรุงเทพฯ ตั้งใจใช้ค่าเรื่องเป็นค่าใช้จ่ายดูแลเลี้ยงชีพ เคียงคู่ไปกับรายได้จากงานของภรรยา ขณะเดียวกันก็มองหาที่ทางเผื่อทำงานอื่นๆ อะไรควบคู่กันไป หนึ่งในงาน ‘อื่นๆ ‘ นั้นก็คือการทำนิตยสาร-งานที่ภาษาพูดกันทั่วไปเรียกว่า ‘ทำหนังสือ’ “มาอยู่เชียงใหม่แรกๆ เราอยากทำงานหนังสือนะ พยายามหาแล้ว แต่มันไม่มี” เขาย้อนเวลา แล้วโอกาสก็ยื่นมือ แม้จะไม่ใช่การทำนิตยสารดังที่หวัง แต่สมชายก็ได้เริ่มกิจการร้านขายของมือสองในชื่อ ‘ขันอาษา’ ในช่วงเวลาที่กิจการเปิดท้ายขายของยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศของเรา “ได้ไอเดียมาจากเมืองนอก” เขาแย้ม จากนั้นเพียงปีเดียว พิษเศรษฐกิจที่ไม่ไว้หน้าใคร (นอกจากคนรวยมาก) ก็พ่นใส่ประชากรทั่วหัวระแหงโดยไม่เลือกจังหวัด งานตกแต่งภายในให้โครงการบ้านจัดสรรของภรรยาต้องหยุดกลางคัน ร้านขายของมือสองที่แม้ว่าจะขายดีแต่ก็ไม่มีกำไรมากนักก็จำต้องปิดตัวลง งานเขียนคอลัมน์ส่งไปกรุงเทพฯ ในยุคที่โทรศัพท์มือถือคิดค่าบริการตามระยะทางและอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย ก็ดูจะขาดๆ เกินๆ นานเข้าทุกอย่างยิ่งดูจะเลือนรางไปจากความคาดหวังในเบื้องแรก สมชายคิดกลับลำ เลี้ยวเส้นทางกลับไปทำงานนิตยสารที่กรุงเทพฯ ขณะที่ภรรยาไม่เลี้ยวด้วย เธอยังคงยืนยันจะอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วไม่นานนัก สมชายก็เลี้ยวกลับมา เพื่อพบโอกาสในการทำนิตยสารที่เชียงใหม่ดังที่หวัง ราวปี พ.ศ. 2546 เมื่อบริษัทที่ทำสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งในเชียงใหม่ มีแผนจะออกนิตยสารหนึ่งเล่ม มีรูปแบบแล้วทั้งเนื้อหาและรูปเล่ม ทีมงานบางส่วนก็จัดเตรียมไว้แล้ว ขาดแต่บรรณาธิการเท่านั้น ราว ‘จุดนัดพบ’ ในสนามฟุตบอล สองเดือนต่อมา ชาวเชียงใหม่และผู้มาเยือนจึงได้อ่าน Compass-ฟรีก็อปปี้ที่เล่าลือกันในหมู่คนทำนิตยสารว่าเนื้อหา ‘ครบเครื่อง’ เป็นอย่างยิ่ง แน่นอน, ท้ายบรรทัดของบทบรรณาธิการลงชื่อ สมชาย ขันอาษา ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สมชายก็เริ่มกิจการร้านอาหาร ‘ขันอาษา’ ของตัวเองในพื้นที่ดั้งเดิมของร้านอาหารอีกร้านหนึ่ง (MR. CHAN & MISS PAULINE ) ที่ย้ายออกไป “ตอนเขาจะย้ายออกก็ถามเราว่าสนใจมั้ย จะยกเคาน์เตอร์ให้ ยกตู้เย็นให้ ยกชุดจานให้ จังหวะตอนนั้นอยากมีร้านเป็นของตัวเองแบบไม่มีหุ้นส่วน อยากเปิดเพลงเอง เพื่อนในกรุงเทพฯ บอกกูขอหุ้นด้วย เราก็ไม่ให้ เพื่อนก็ว่างั้นมึงเอาเก้าอี้กูไปละกัน ก็ได้เก้าอี้มา 25 ตัว ตอนเปิดร้านจริงๆ แล้วใช้เงินน้อยมาก (หัวเราะ)” ร้านขันอาษาที่เชียงใหม่จึงเริ่มต้น ชีวิตของชายผู้หนึ่งดูราวจะลงตัวไปเสียหมด แต่… ปีเศษผ่าน ด้วยเงื่อนไขหลายประการ สมชายตัดสินใจลาออกจากงานนิตยสารที่ตัวเองอยากทำมานาน “มันถึงจุดที่ไม่ใช่ตัวเรา ธรรมชาติของคนทำงานหนังสือเนอะ ยิ่งทำตัวตนก็ยิ่งออก” เขายิ้ม พยักพเยิดมาทางผมขณะให้เหตุผล เวลานั้นเขาบอกตัวเองว่าคงไม่มีโอกาสทำนิตยสารให้ชาวเชียงใหม่อีกแล้ว จึงคิดหวนกลับไปทำนิตยสารที่กรุงเทพฯ...อีกครั้ง แต่ถึงที่สุด, สมชายตัดสินใจกลับมาอยู่เชียงใหม่ “ตอนนั้นรู้สึกว่าเชียงใหม่เป็นบ้านมากกว่ากรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯ มีครอบครัว พ่อแม่ น้องสาว เพื่อนสนิท แต่เวลาไปกรุงเทพฯ กลับรู้สึกเหมือนไปเยี่ยมญาติ เลยคิดว่าทำยังไงให้อยู่เชียงใหม่ให้ได้ดีกว่า” เขาย้อนเวลาอีกครั้ง แม้พ้นฝนฟ้าจะเปิด แต่ใช่ว่าหมุดหมายบนเวิ้งฟ้ากว้างใหญ่จะปรากฏให้ใครๆ เห็นได้โดยง่าย เวลานั้นสมชายยังคิดหาหนทางอะไรไม่ออก จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง “ช่วงนั้นมีเพื่อนสองคนเดินทางมาเชียงใหม่ เที่ยวบินมาถึงเช้ามากเลยมากินกาแฟที่บ้านตอนเช้า เพื่อนสองคนนั้นถามว่าจริงๆ แล้วอยากทำอะไร เราก็บอกว่า ถ้าถามเรา เราก็อยากทำหนังสือ อยากอยู่เชียงใหม่ เพื่อนทั้งสองคนก็ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราก็พูดทีเล่นทีจริงว่าต้องมีอย่างต่ำล้านนึง ตอนนั้นพูดไปก็ไม่รู้หรอกว่าเงินล้านนึงจะทำอะไรได้บ้าง เช้านั้นเพื่อนสองคนก็บอกว่า เอาอย่างงี้แล้วกัน เขายินดีให้คนละสองแสน รวมเป็นสี่แสน อีกหกแสนเราต้องหามาเอง จะหามาจากไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องถือหุ้นมากกว่าสองแสน แล้วสองคนนั้นก็จะไม่มายุ่งอะไรเลย แต่ขอให้ทำหนังสืออย่างที่อยากทำและอยู่เชียงใหม่ให้ได้ เราก็บอกโอเคเลย (หัวเราะ) โดยที่ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะหาเงินอีกหกแสนมาจากไหน” เขาย้ำ ทุกคำที่เล่า แล้วภาพร่างของนิตยสารในแบบที่ตัวเองอยากทำก็เกิดขึ้นทันทีในเช้าวันนั้น จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ชาวเชียงใหม่และผู้มาเยือนก็ได้ยลโฉม HIP-นิตยสารแจกฟรีน้องใหม่ ที่คนทำรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนเชียงใหม่โดยกำเนิด จึงไม่ถนัดเน้นความเป็นล้านนาหรือศิลปวัฒนธรรมทางเหนือ แต่ตั้งใจนำเสนอเรื่องราวร่วมสมัยของสังคมเชียงใหม่สำหรับคนที่ ‘อาศัยอยู่’ ในเมืองเชียงใหม่มากกว่านักท่องเที่ยวผู้ผ่านทางมาแล้วก็ไป ในรูปแบบทันสมัย ใกล้เคียงนิตยสารที่วางขายอยู่บนแผง แต่คนทั่วไปอาจไม่ทราบ ว่าฝันของเจ้าของกิจการนั้นล้วนหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง “เราเริ่มงานหนังสือจากฝ่ายศิลป์ ทำกองบอกอ เป็นหัวหน้ากองบอกอ เป็นบอกอ แต่ไม่เคยต้องมาคิดเรื่องการตลาด พอวันที่ทำ HIP เราบอกตัวเองว่าอยากทำการตลาดเอง อยากไปหาลูกค้าเอง อยากไปบอกสิ่งที่เรากำลังจะทำด้วยตัวเอง...สิบห้าเดือนแรกขาดทุนมากบ้างน้อยบ้าง หลังจากนั้นก็ค่อนข้างลงตัวขึ้น บวกลบนิดหน่อย ไม่มากนัก “เรามองว่าทำหนังสือให้ดีให้น่าสนใจนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ทำหนังสือให้อยู่ได้...ยากกว่า (หัวเราะ) ถ้าทำหนังสือดี สนุก แต่อยู่ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่ควรทำ คิดเสมอว่าเงินทองที่เอามาจากเพื่อนฝูง ก็ควรจะคืนเขาให้ครบ ไม่ควรเอาเงินมาละลายเล่น” เจ้าของบทบรรณาธิการสรุปทีเล่น แต่จริงจัง การเดินทางของชายผู้หนึ่ง ในเมืองที่ตัวเองเป็นคนแปลกหน้า หลังจากผ่านความผันผวนนานา ทุกวันนี้ในขวบปีที่สอง นิตยสาร HIP ยืนได้ด้วยขาของตัวเอง ควบคู่ไปกับร้านอาหาร ‘ขันอาษา’ และล่าสุด ‘HIP GUESTHOUSE’ แม้สายลมจะพัดให้ซวนเซบ้างในบางจังหวะ แต่การเดินทางของทุกอย่างยังไม่สิ้นสุด “ตอนที่เราทำงาน ทั้งที่ ‘แมน’และที่ ‘สีสัน’ ทั้งพี่ปณิธาน (หล่อเลิศวิทย์-บรรณาธิการ ‘แมน’ พ.ศ.2529) และน้าทิวา พูดถึงเพลงๆ นึงอยู่บ่อยๆ เป็นเพลงของ Atlanta Rhythm Section ซึ่งเราจำได้แม่นมาก เวลาทำงาน เวลาเกิดปัญหา คนเรามันก็แค่นี้... Do it or die”
(chorus) 'cos I've run every red light on memory lane I've seen desperation explode into flames and I don't want to see it again. . . จากเพลง: TELEGRAPH ROAD ศิลปิน: DIRE STRAITS
“เราปลูกบ้านที่เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 43 ปูได้ที่ดินมาหนึ่งผืน 120 ตารางวา เป็นของขวัญแต่งงานจากคุณพ่อคุณแม่เขา ไปดูที่แล้วเราสองคนชอบกันมาก ตอนนั้นปูทำบาติก ซึ่งต้องมีพื้นที่ให้ลมผ่าน เราก็ทำบ้านขึ้นมาตามโจทย์นั้น ทำง่ายๆ ใช้วัสดุถูกๆ ช่วงนั้นก็ไม่ค่อยมีเงินกันหรอก (หัวเราะ)” เขาพูดถึงบ้านขนาดเล็กแต่ร่มรื่น ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก-บ้านที่เขานิยามว่าเป็น Home ไม่ใช่ House “ตอนที่ย้ายมา เราเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ เจอพี่ใหม่ เจอน้องใหม่ คนเหล่านั้นเขาไม่รู้จักหรอกว่า สมชาย ขันอาษา เป็นใคร งานหนังสือเป็นยังไง แต่เขาเป็นคนที่มีใจ มีความเป็นเพื่อนให้ ซึ่งเป็นข้อดีของคนที่นี่ที่เราเจอ (เน้นเสียง) โชคดีมาก เราไม่ใช่คนที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ ไม่ได้พูดภาษาเมือง เราอาจไม่ได้อินกับวัฒนธรรมล้านนา แต่โดยสภาพแวดล้อม โดยความรู้สึกนึกคิด เรารู้สึกทุกวันนี้ว่าเชียงใหม่คือบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่ถูกพัฒนาอยู่ในตัวเราในช่วงสี่ห้าปีหลัง ยิ่งมาทำงานที่เกี่ยวกับสื่อ เกี่ยวกับคน ยิ่งรู้สึกว่าเราอยู่ในเมืองที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย” หลายคนพูดกันว่าเชียงใหม่เปลี่ยนไปมาก จน... “ก็แล้วแต่มุมมองนะ เราว่าสิ่งที่เชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปคือมีวัตถุเกิดขึ้นเยอะเกินไป มีถนนเกิดขึ้นเยอะไป เราคงปฏิเสธความเจริญเติบโตของเมืองไม่ได้ แต่ที่เราอยากให้เมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างมีระบบ มีการวางแผน ไม่ใช่อยากทำถนนก็ทำโดยที่ไม่คิดว่าน้ำมันจะเปลี่ยนทางหรือเปล่า หรือก่อสร้างโดยไม่คิดว่าแม่น้ำจะล้นตลิ่งหรือไม่ เราไม่อยากให้เชียงใหม่เจริญทางด้านวัตถุโดยที่ไม่เจริญทางด้านจิตใจ เราไม่ได้คิดร้ายขนาดว่าเชียงใหม่ไม่น่าอยู่ สำหรับเรา ยังไงเชียงใหม่ก็ยังน่าอยู่ “สังเกตว่าช่วงสองสามปีหลังเชียงใหม่รถติด เพราะว่ารถมันเยอะเกินไป ถามกลับว่าถ้าระบบขนส่งดีพอ คนก็ไม่อยากขับรถหรอก หรือระบบรถแดง ถ้าดีจริง คนก็ไม่ขับรถหรอก มันควรมีการจัดวางระบบสิ่งเหล่านี้ คนเชียงใหม่เรียกร้องให้มีรถเมล์มานาน แต่พอมี คนก็ไม่ค่อยขึ้นกัน เพราะไม่ค่อยรู้ว่ารถเมล์ไปไหนบ้าง (หัวเราะ)” นอกเหนือจากสภาพชีวิตในเมือง ผม-ในฐานะผู้มาเยือน มองเห็นภาพแพนด้าเกลื่อนกลาดและ เอ่อ... น้องโคอาล่า ที่เพิ่งเดินทางมาถึงหมาดๆ “บางคนพยายามทำให้เชียงใหม่กลายเป็นอย่างอื่น เช่น ในช่วงสองสามปีหลังมีคนพยายามทำให้รู้สึกว่า ‘แพนด้า’ เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ แต่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ แพนด้าอาจจะเป็นทูตสันถวไมตรีจากจีน อาจเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจเป็นสัตว์ประจำสวนสัตว์เชียงใหม่ แต่แพนด้าไม่ใช่ตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ “ในความคิดของเรา ความเป็นเชียงใหม่ยังคงเป็น ดอยสุเทพ เป็นครูบาศรีวิชัย ความเป็นเชียงใหม่หมายถึงคนเมือง วัฒนธรรมเมือง ถ้าคุณอยากให้นักท่องเที่ยวไปดูแพนด้า ไปไนต์ซาฟารี ก็แนะนำกันไป แต่ไม่ใช่ทำให้เป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ เราไม่ได้เก่งประวัติศาสตร์ แต่เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์มายาวนานเกิน 700 ปี นั่นคือความเป็นเชียงใหม่” การเดินทางผ่านเวลาของเมืองๆ หนึ่ง อาจไม่ต่างอะไรกับชีวิตๆ หนึ่ง...ที่ยาวนานกว่า “เรานึกถึงเพลงของ Dire Straits ชื่อ Telegraph Road เขาพูดว่า วันนึงพอถนนมันไปถึง พอทุกอย่างเจริญเกินไป เมืองมันก็เปลี่ยน “เราไม่อยากเห็นเชียงใหม่เปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯ”
(chorus) It must have been cold there in my shadow, to never have sunlight on your face. You were content to let me shine, that's your way. You always walked a step behind. จากเพลง: WIND BENEATH MY WINGS ศิลปิน: BETTE MIDLER
“ครอบครัวเป็นกำลังใจที่ดี ปูพร้อมที่จะหนุนหลังเราในทุกเรื่อง เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเรา ทั้งๆ ที่เขาอาจจะรู้สึกว่าจะสร้างหนี้ทำไม รู้ว่าช่วงสิ้นเดือนเราต้องหาเงินเดือนให้ลูกน้อง ต้องไปกู้ไปหาเงินอะไรต่อมิอะไร แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ เวลามีอะไร เราก็มักจะเล่าเชิงปรึกษาหารือ แม้ว่าส่วนใหญ่เราจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว (หัวเราะ) แต่เขาก็จะฟังเรา มีบางมุมที่อาจจะช่วยแย้ง แต่หลักๆ คือเขาจะเป็นคนที่ช่วยให้เรามีแรงทำงาน” สมชาย ขันอาษา เล่าถึงภรรยา-ผู้ชักพาให้เขาเดินทางมาพบกับ ‘บ้าน’ แห่งใหม่ ลิ้นชักความทรงจำของผู้ชายวัยสี่สิบกว่าๆ อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมายรายรอบในชีวิต ไม่ว่าจะส่วนเสี้ยวไหน หรือในช่วงเวลาใด ผู้คนต่างๆ เหล่านั้นล้วนเกาะเกี่ยวกับตัวเขาไม่ห่าง องค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับชีวิตผู้ชายคนหนึ่งนั้นควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง-ครอบครัว เพื่อนฝูง พี่น้อง ทีมงาน หน้าที่การงาน บ้าน รถยนต์ สัตว์เลี้ยง ฯลฯ ขอโทษ-ผมไม่ทราบ แต่สำหรับสมชาย ขันอาษา อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือบทเพลง ผูกพัน-เขาใช้คำนี้ “เพลงมันอยู่รอบตัวเรา มีหลายเพลงที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในชีวิต อย่าง Wind beneath my wings มันคือสัจธรรม เราคงบินเองได้ไม่สูง ถ้าไม่มีสายลมใต้ปีก” เขาเล่าถึงสิ่งที่ผูกพัน ในวันเวลาที่ผ่านเรื่องราวของชีวิตมาไม่น้อยกว่าใคร ผมเชื่อ แต่ชีวิตที่ต้องผ่านการตัดสินใจนับครั้งไม่ถ้วน นอกเหนือจากแรงหนุนจากคนรอบข้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหัวใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว คนขี้ขลาดเท่านั้นที่ซุกตัวนิ่งเงียบอยู่ในความปลอดภัย และคงไม่มีโอกาสสัมผัส ‘ความสุข’ แท้จริงที่อยู่รายรอบ ครั้งหนึ่ง สมชาย ขันอาษา พูดว่า คนเรามีความสุขได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรวย-จริงหรือ ผมแคลงใจ “เชื่อมั้ยว่า ทุกเดือนเวลา ‘ปิดเล่ม’ แล้ว (หมายถึงช่วงเวลาที่ไฟล์งานของหน้านิตยสารทั้งหมด ถูกส่งเข้าโรงพิมพ์) ได้ดื่มกับเพื่อน กับน้องๆ ที่ทำงานกับเรา เราก็มีความสุขแล้วนะ” เขายิ้ม “แต่ขณะที่เราพูดเรื่องความสุข หนี้สินของเราก็ไม่ได้หายไปใช่ไหม มันคนละเรื่องกัน (หัวเราะ)” สังเกตได้ชัดเจนว่ารอยยิ้มของเขากว้างขึ้นกว่าเดิม
Commenti (6)Per aggiungere un commento, accedi con il tuo Windows Live ID (se utilizzi Hotmail, Messenger o Xbox LIVE possiedi già un Windows Live ID). Accedi Non hai ancora un Windows Live ID? Registrati
RiferimentiL'URL di riferimento per questo intervento è: http://iamvajira.spaces.live.com/blog/cns!D825F6465FBC88BA!228.trak Blog che fanno riferimento a questo intervento
|
|
|